|
ที่ปลอดภัยคือ...พระเจ้า..!! (1)
เมื่อเสียงปืนของการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของ พ.ค.ท.ค่อยๆเงียบเสียงสิ้นลงเมื่อเกือบ 30 ปีมาแล้ว อดีตนักสู้ อดีตนักปฎิวัติ และเหล่าสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยส่วนใหญ่ก็ได้ลงหลักปักฐานมีที่ยืนในสังคม (เก่า )กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
กล่าวได้ว่าสังคมไทยวันนี้จะมีผู้คนที่เคยเกี่ยวข้องกับพ.ค.ท.และการต่อสู้ด้วยอาวุธแทรกซึมเข้าไปอยู่มากกว่าอดีต
( ใช้คำของศัตรู )เพราะแทรกไปทุกชนชั้น ทุกอาชีพ ทุกจังหวัด อาจจะทุกอำเภอและทุกหมู่บ้าน
อาจไม่เว้นแม้กระทั่งหมู่บ้านจัดสรรชั้นดีในกรุงเทพฯ !
ดูเผินๆแล้วน่าสะพรึงกลัว สำหรับเหล่าศัตรูเก่า เพราะกลัวปรากฏการณ์ “ ยิ่งแตก ยิ่งโต ”
แต่เมื่อมามองดูบทบาทของ บางคนบางกลุ่มแล้วก็จะพบความน่าตกใจมากกว่า !!
เป็นความน่าตกใจของมวลชนผู้ที่เคยฝากความหวังไว้กับการปฎิวัติ และพวกที่เขาเรียกว่า “ จัดตั้ง ”
น่าตกใจกับปรากฏการณ์ “ ยิ่งแตก ก็ยิ่งแตกย่อยยับ ” เช่นในวันนี้ !
ถือเป็นความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญในการนำของพ.ค.ท.หรือไม่ ? ( คงต้องศึกษากันต่อไป)
ที่ปล่อยให้การออกจากป่าคืนเมืองของมวลชนของพรรคฯ ( อดีตนักสู้ อดีตนักปฎิวัติ อีกทั้งเหล่าสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย )ในเวลานั้นนอกจาก ทิ้งป่า ทิ้งปืนแล้ว
ยังกลายเป็นการทิ้งอาวุธทางปัญญา และการจัดตั้ง ที่เคยมี (ไม่เคยถูกศัตรูทำลาย) ไปด้วย!!!
30 ปี มานี้ มวลชนของพรรคฯจำนวนมากได้เสาะแสวงหาหนทาง ดิ้นรนหาที่ยืนของ ตนเอง มีหลายๆคนคิดว่าได้พบหนทางสว่างอย่างใหม่ในชีวิตแล้ว( สัจจธรรมใหม่ )
ทว่า...หนทางสว่างอย่างใหม่ในชีวิตนั้นกลับอยู่ตรงข้ามกับสิ่งพรรคฯเคยสอนว่าเป็น ”สัจจธรรมแห่งลัทธิมาร์กซ-เลนิน” !!!
พวกเขาหันกลับมาสรรเสริญพระเจ้า ทั้งบนฟ้าและบนดิน บางคนถึงขั้นหลงใหลกลิ่นธูป ควันเทียน และน้ำมนต์ !!
พวกเขากลับไปเชื่อถือศรัทธาในสิ่งที่เคยประณามว่าเป็นความงมงาย และเป็น “ อภิปรัชญา ” !!
ที่ปลอดภัยคือ...พระเจ้า..!! (2)
อดีตผู้นำนักศึกษา และน่าจะกล่าวได้ว่าเป็นอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ฯ มีงานเขียนประเภทอ่านแล้วรู้ได้เลยว่า.....
ตัวเขารู้สึกว่า เขา “หลงผิด เดินผิดทาง ”มานาน เช่น เขียนทำนองว่า.........เคยซาบซึ้งกับวัด อยู่กับพระมาแต่เด็ก.. ไม่รู้ตัวเลยว่า เดินออกจากวัด ไปเข้าป่า จับปืนสู้กัน ตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ....รู้อย่างงี้...ก็คงไม่ไป (เข้าป่า) แล้ว...!!!
ส่งผลให้ คนรุ่นใหม่งุนงง และสับสนต่อความเปลี่ยนแปลงในตัวผู้ที่พวกเขาคิด จะเดินรอยตาม !!!
พวกเขาใช้ความสามารถพิเศษที่ขบวนปฎิวัติมอบให้ ซึ่งก็คือ
ทักษะในการคิดวิเคราะห์ การพูดอภิปราย และการขีดเขียน ที่สูงกว่ามาตรฐานคนทั่วไป
นำพามวลชนให้ “ หลงทิศ ผิดทาง ” โดยรู้ตัวหรือไม่ ? ไม่อาจรู้ได้ !
ปรากฏมีกลุ่ม-ชมรมและงานเขียนประเภทนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
ดูเผินๆแล้วเป็นเรื่องน่ายินดีที่พวกเขาเหล่านั้น ไม่ลืมงานเพื่อสังคม ?
แต่วันนี้พวกเขาก็นำเสนอได้เพียงแต่สิ่งที่เคยเรียกกันว่า “ งานสังคมสงเคราะห์ ”
บางคนแสดงออกชัดเจนที่ ไม่ต้องการคุยเรื่อง “ การเมือง ” เพราะกลัวเสียเพื่อน และกลัวเดือดร้อน
มีงานเขียนที่สนับสนุนให้ “ สยบ สมยอม รับชะตากรรม ” พิมพ์เผยแพร่กันอย่างกว้างขวาง
ที่ปลอดภัยคือ...พระเจ้า..!! (3)
“ สยบ ” อะไร ?
สยบความคิดต่อการเคลื่อนไหวปฎิวัติ ! พวกเขาเสนอว่า ...... “ มันล้าสมัย และเป็นไปไม่ได้ ” อีกต่อไป ?
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้น มีมากมายหลายทาง (แต่มากจนเลือกไม่ถูก! ) มิใช่การต่อสู้ด้วยอาวุธเท่านั้น ?
การต่อสู้ทางชนชั้น และพรรคของชนชั้นกรรมาชีพ ไม่มีอยู่จริง ? หรือ ชนชั้นกรรมาชีพ ก็มิใช่ชนชั้นที่ก้าวหน้า และเข้มแข็งเพียงพอที่จะนำ การเปลี่ยนแปลงสังคม ?
“ สมยอม ” อะไร ?
ยอมรับศัตรูมาเป็นมิตร !!!!
ยอมรับการรัฐประหารที่ผ่านมาหน้าตาเฉย...เห็นว่า..จำเป็น ? ( พูดเสียงเดียวกับทหารเผด็จการ )
ยอมรับรัฐบาลที่แต่งตั้งโดยคณะทหารเผด็จการที่ลงตรารับรองจาก...พระเจ้า...!!
ยอมรับที่ทหารใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่คิดต่างกับรัฐเมื่อเดือนเมษาฯปีที่แล้ว… ว่าสมควรโดนเสียบ้าง !!
ยอมรับขบวนการต่อต้านฝ่ายปฎิวัติที่สุดขั้วอย่างขบวนการพันธมิตรฯ
ยอมรับฟังการปราศรัย และดูASTV ที่ด่าคอมมิวนิสต์สาดเสียเทเสีย ที่ไม่ต่างจากสมัยก่อน 6 ตุลาฯ 2519
ยอมรับที่พวกนี้เสนอว่า..คอมมิวนิสต์คือพวกทำลายชาติ ล้มล้างสถาบันฯ ขอให้เพิ่มโทษกม.หมิ่น ฯ ขอให้รัฐใช้ พรบ.ความมั่นคงฯ จับมาลงโทษประหารชีวิต ให้สิ้น !! เป็นต้น
“ รับชะตากรรม ” อะไร ?
เลิกพูด เลิกเขียนถึง ชนชั้นที่กดขี่ กับชนชั้นที่ถูกกดขี่
เลิกพูด เลิกเขียนถึงการที่มนุษย์ ถูกมนุษย์ด้วยกันกดขี่ ขูดรีด กระทำทารุณ...ฯลฯ
กลับเสนอว่ามนุษย์ทั้งหลายจงหันมาเปลี่ยนแปลงตนเองกันเถิด ! อย่าคิดเปลี่ยนแปลงโลกเลย !
เพราะเป็นไปไม่ได้ !!!
เมื่อก่อนเราเชื่อตามพรรคฯที่สอนให้ “ เปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อไปเปลี่ยนแปลงโลก ” !!
เป็นการเปลี่ยนแปลงตนเองจากมนุษย์ที่ไร้ศักดิ์ศรี โง่เขลา งมงาย และขลาดกลัว!!!
เป็นมนุษย์ที่ติดอาวุธทางความคิด มีจิตใจปฎิวัติที่กล้าหาญ เสียสละเพื่ออุดมการณ์อันดีงาม
นิยามคำว่า “ การทำความดี ”และ “ การมีความสุข ” เพียงแค่คำจำกัดความใน “ ลัทธิศาสนา ”
ให้หันมาสนใจคำสอนของนักบวชที่ให้ “ สงบ ” , “ สันติ ” เท่านั้นแล้วจึงจะ “ สุข ” !!!!!!!!
ที่ปลอดภัยคือ...พระเจ้า..!! (4)
จริงหรือไม่ว่า.... สังคมไทยไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงในขั้นรากฐานเลย ?
ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ได้เป็นผู้มีส่วนร่วมในทางสังคมอย่างแท้จริง ?
การแบ่งปันทรัพยากรที่ยุติธรรมยังไม่เคยเกิดขึ้น ?
ชนชั้นที่กดขี่ ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบ เข่นฆ่าประชาชนที่ลุกขึ้นต่อเพื่อ การเปลี่ยนแปลงสังคมย้อนไปในอดีต
ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในคนกลุ่มเดิมๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่า
วันนี้ก็ได้เห็นรุ่นหลานกันแล้ว อีกไม่นานก็ได้เห็น..รุ่นโหลน..!!!
จริงหรือไม่ว่า.... สังคมไทยจะยังคงใช้ความรุนแรงต่อกันต่อไป ?
ผู้ที่ใช้ความรุนแรงนั้นก็ยังคงเป็นผู้ที่ถือปืนในเครื่องแบบทหาร ตำรวจเช่นเดิม
การปราบปรามประชาชน จะยังมีต่อไป ? จะมีการปราบปรามประชาชนฝ่ายไหน ?
ดังนั้น !!!
ที่ ที่ปลอดภัยที่สุดคือการเข้าหาพระเจ้า...
พวกเขาจึงยอมรับ นับถือ ศรัทธาและสวามิภักดิ์กับ พระเจ้าบนฟ้าและบนดิน !!!!!!!!!
………………………………………………………………………………………………
ขีดเส้นใต้ไว้เลยว่า...ผู้เขียนมิใช่พวกเสื้อแดง แต่อยู่ตรงข้ามกับพวกเสื้อเหลืองแน่นอน !!!
เขียนเพื่อสรุปความคิดตนเอง และยืนยันในความเชื่อที่มี
สำหรับผู้ที่ประกาศว่า “โยนลัทธิมาร์ซ-เลนิน ทิ้งขยะไปแล้ว”
ผู้เขียนไม่ได้คาดหวังใดๆจากท่าน
|
กฎกติกาและข้อตกลงในการเขียนความคิดเห็น 1. โปรดงดเว้นข้อความที่หมื่นเหม่สถาบันพระมหากษัตริย์หรือกระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐ 2. ใช้ภาษาที่สุภาพ ไม่ใช้คำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นให้ได้รับความเสียหาย 3. หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใด 4. ความคิดเห็นเป็นความรับผิดชอบเฉพาะตัวผู้เขียนเอง ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการเว็บไซต์ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฏหมายได้ 5. เว็บบ้านสามจังหวัดขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่ไม่่สมควรเผยแพร่ โดยไม่จำเป็นต้องชี้แจงเหตุผลใดๆต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ.
| 1). เสนอโดย pore :: 17 ม.ค. 2010 14:57น. ตัวผมเคยเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อ ไม่มีศรัทธาในศาสนา หรือพระเจ้า แต่ปัจจุบันมีความเข้าใจ มีความรัก ความศรัทธาต่อหลักธรรมในพุทธศาสนาของเรา การเปลี่ยนแปลงอาจมาจากทั้งประสบการณ์ และช่วงวัย ที่กำลังเข้าโค้งสุดท้าย ทำให้เห็นความจริงในความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิต และใฝ่ในทางสงบสันโดษยิ่งขึ้นทุกที แต่ก็เชื่อว่าไม่ได้เปลี่ยนผันตัวเองไปเป็นผู้งมงาย จากเหตุแห่งความมีศรัทธานี้ ลิทธิมาร์กซ ผมก็ยังให้ความนับถืออยู่ แต่ในมุมมองใหม่ที่เชื่อมประสานระหว่างวัตถุนิยมกับจิตนิยม ที่เริ่มเข้าใจแล้วว่ามันไม่ได้แยกขาดออกจากกัน หากแต่ทั้งสองคือวัตถุนิยม-จิตนิยม ,มาร์กซ-พระเจ้า(พระพุทธเจ้า)ล้วนให้คุณค่าต่อชีวิตของเรา ในศาสนธรรม หรือแม้ในงานสังคมสงเคราะห์ที่มาจากใจที่มีความรักความเอื้อาทรต่อกัน ผมเชื่อว่ามีท่วงนองของการปฏิวัติอยู่ในนั้นด้วยอย่างเต็มเปี่ยม โดยเฉพาะในแง่การปฏิวัติชีวิตและจิตวิญญาณของเราให้หนีห่างออกจากกับดักของบริโภคนิยม และโลภะ โทสะ โมหะ ด้วยความเคารพในความคิดเห็นของเพื่อนทุกๆ คน
| 2). เสนอโดย thamrong :: 17 ม.ค. 2010 16:58น. เมื่อได้อ่านบทความชิ้นนี้แล้ว รู้สึกว่า ผู้เขียนได้ระบายความรู้สึกอึดอีดโดยใช้กรอบคิดของลัทธิมาร์กซในการมองปัญหา ทำความเข้าใจปัญหา ซึ่งผมคิดว่าเป็นตัวแทนความคิดเห็นของคนจำนวนในระดับที่แน่นอนหนึ่งในสังคมที่ดำรงอยู่ นี่ก็เป็นความเป็นจริงทีไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน ขอแลกเปลี่ยนกับผู้เขียนโดยใช้กรอบคิดของลัทธิมาร์กซ-เลนิน ซึ่งความคิดเห็นของผมอาจมีส่วนที่ผิด หรือเข้าใจไม่ถูกต้อง ตามความรู้สึกส่วนตัว พคท.ได้สูญเสียบทบาทการนำในฐานะพรรคการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพหลังกรรมการกลางพรรคและสมาชิกพรรคถูกจับกุมครั้งใหญ่เมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ที่ภายในขบวนปฏิวัติในอดีตจะเกิดความคิดทรรศนะอันหลากหลาย และที่สำคัญไม่อาจปฏิเสธในด้านขององค์การนำที่เป็นปัจจัยหนึ่งทำให้ชั้นล่างขาดการยอมรับนับถือและศรัทธาต่อขบวนปฏิวัติภายใต้การนำของ พคท.ที่ใช้ลัทธิมาร์กซ-เลนิน-ความคิดเหมาเจ๋อตงชี้นำการเคลื่อนไหวต่อสู้ อีกด้านหนึ่ง ในเมื่อไม่มีการนำในฐานะพรรคการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพ ฝ่ายประชาชนก็ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำทุกด้านอย่างต่อเนื่องตลอดมาทั้งทางความคิด การเมืองและการจัดตั้ง โดยเฉพาะในรูปการจิตสำนึก ความคิดทรรศนะอันหลากหลายในเวลานี้ ทั้งที่เกิดจากปัจจัยภายนอกและสาเหตุภายในขบวนการเอง เช่นความผิดหวัง ท้อแท้ หรือปฏิเสธ ต่อ พคท.ปฏิเสธลัทธิมาร์กซและอื่นๆ ตามที่ผู้เขียนระบายออกมา มันมีความซับซ้อนเช่นกัน ต้องวิเคราะห์สภาพรูปธรรมอย่างเป็นรูปธรรม ??? พูดถึงยุคใกล้หลายปีมานี้ หากพูดในมุมมองปัญหาเลือกข้าง"เอา-ไม่เอาทักษิณ" "เอา-ไม่เอาสถาบัน" ตามที่จำแนกได้มี 'เหลืองที่ไม่เอาทักษิณ อย่าไปยุ่งกับเอาสถาบัน ''เหลืองที่ไม่เอาทักษิณ ไม่ค่อยจะเอาสถาบัน''เหลืองที่ไม่เอาทักษิณ เอาสถาบัน 'กับ 'แดงที่เอาทักษิณ เอาสถาบัน ''แดงที่เอาทักษิณ ไม่เอาสถาบัน ''แดงที่ไม่เอาทักษิณ ไม่เอาสถาบัน'หรือ 'ไม่เอาทั้งเหลืองและแดง '....เป็นต้น หรือ "แดงที่ไม่ใช้กรอบคิดของลัทธิมาร์กซ" กับ "แดงที่ใช้กรอบคิดของลัทธิมาร์กซ" หากพูดในขบวนภาคประชาชนในเวลานี้ที่ใช้ทรรศนะของลัทธิมาร์กซ ทำการวิเคราะห์สังคมไทยและกำหนดแนวทางนโยบาย ยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ก็ยังมีความแตกต่างกันดังเอกสารที่ปรากฏที่มีการโต้ตอบของอดีตฝ่ายนำระดับสูงของ พคท.เป็นต้นหรือร่วมเคลื่อนไหวชี้นำการต่อสู้ในขบวนเสื้อเหลือง เสื้อแดง เพราะเหตุใดถึงแตกต่างกันเช่นนี้ ??? และดูเหมือนว่า ในขบวนภาคประชาชนมีทั้งรูปแบบแดงเนื้อแท้เหลือง รูปแบบเหลืองเนื้อแท้แดง รูปแบบเหลืองเนื้อแท้เหลือง และรูปแบบแดงเนื้อแท้แดง แต่อย่างไรก็ตาม หากใช้ทรรศนะลัทธิมาร์กซมามอง ตามความคิดเห็นส่วนตัว การปฏิวัติเป็นการสามัคคีและช่วงชิงมวลประชามหาชนอันกว้างใหญ่ไพศาลที่สุดอย่างมีการจำแนก ย่อมไม่ผลักมิตรไปเป็นศัตรู หรือเกิดปรากฏการณ์ที่ปรากฏในสภาพที่ชนชั้นปกครองยืนอยู่บนภู ดูชนชั้นฝ่ายถูกปกครองหรือประชาชนสองฝ่ายกัดกัน แนวทางการเมืองถูกต้องหรือไม่ ชี้ขาดทุกสิ่งทุกอย่าง นี่ใช้กรอบคิดของลัทธิมาร์กซมามอง ซึ่งอาจถูกหรือผิด หรือเข้าใจไม่ถูกต้อง ท่านโปรดช่วยเสนอแนะด้วย สำหรับกลุ่มเพื่อนสามจังหวัดเรา ในปัจจุบัน ก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยจิตใจที่งดงาม เสียสละ ในระดับที่แน่นอนหนึ่ง แม้ความคิดเห็นทางการเมืองอาจแตกต่างกัน แต่ยังคงเคารพรักฉันท์เพื่อนมิตรสหาย ผนึกกำลังเป็นกลุ่มก้อนด้วยสายใยรักถักทอ ด้วยอุดมการณ์ของความเป็นเพื่อน ตั้งอยู่ในกรอบบำเพ็ญคุณความดีเพื่อประโยชน์สุขของสหายและมวลชนในขอบเขตที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขในอดีตเป็นหลัก ส่วนความคิดเห็นทางการเมืองของเพื่อนๆ อยู่ที่วิจารณญานของแต่ละท่าน ท่านสมาชิกอื่นๆ มีความคิดเห็นประการใดครับ
| 3). เสนอโดย jundara :: 17 ม.ค. 2010 17:39น. เชื่อว่าทุกวันนี้การพูดคุยเรื่องการเมืองระหว่างเพื่อนเก่า เป็นเรื่องเปราะบางมาก ใครมีความเห็นตรงข้ามกันก็ยากจะคุยกันได้อย่างออกรส เห็นด้วยกับคุณสายลมเปลี่ยนทิศครับ สำหรับบางเรื่อง ว่า คนเคยปฏิวัติจำนวนมากได้เปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่เราทำได้มีอะไรหรือ ? มีอะไรให้เราทำมากกว่านี้หรือเปล่า ถ้าไม่เอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาเป็นหลักยึด เหมือนคุณpore ว่า แต่โดยธรรมชาติของคนรุ่นเราที่เคยร่วมกันปฏิวัติ อย่าปฏิเสธเลยว่าไม่สนใจการเมือง เพราะมันไม่จริง เว้นแต่ว่าจะหมกมุ่นกับมันขนาดหายใจรดต้นคอหรือเปล่าเท่านั้น มีความเห็นเรื่องบางเรื่องเหมือนคุณสายลมเปลี่ยนทิศ(แต่ดวงจิตมิได้เปลี่ยนเลย)อยู่เหมือนกัน และทำให้นึกถึงเรื่องน้ำจวง ที่ทำไมในที่สุด ถึงมีการติดตาต่อกิ่งเลยไปถึงฟ้าได้ มีใครสักคนถามคนสามจังหวัดส่วนใหญ่บ้างไหมว่าเห็นด้วยไม่เห็นด้วย พ่อกับลูกมีใจดวงเดียวกันจริงหรือ ?
| 4). เสนอโดย Saen :: 18 ม.ค. 2010 08:24น. ขอแสดงความคิดเห็นในฐานะผู้เคยอยู่ในขบวนการ ผมไม่ทราบว่าการสูญเสียการนำของ พคท. เกิดขึ้นเมื่อไหร่ เนื่องจากไม่ค่อยได้รับรู้สภาพในวงกว้าง แต่สำหรับตัวเองได้พบปรากฏการณ์ 2 อย่าง คือ (1) ปี 2524 เมื่อเราจะออกจากป่า ไม่มีคนไปรับ ต้องหาทางออกมาเอง มาทราบภายหลังว่าไม่มีใครไป แสดงว่า ในขณะนั้น พคท. สั่งใครไม่ได้แล้ว และ (2) เมื่อกลับเข้ากรุงเทพฯ ได้พบเพื่อนสนิทที่เคยทำงานด้วยกันทั้งในเมืองและในป่า เขาบอกว่า "เขาเลิกทำงานกันแล้ว" นั่นแสดงว่า ในเวลานั้นไม่มีการนำหรือการปฏิบัติงานแล้วโดยสิ้นเชิง ถ้า พคท. (หรือใครก็ตามที่มาแทน พคท.) จะนำมวลชนต่อสู้ พคท. (1) จะต้องมีความคิด มีทฤษฎีที่สามารถอธิบายความเป็นไปของโลกและสังคมได้ ซึ่งมวลชนจะต้องเข้าใจและเห็นด้วย (2) จะต้องสร้างองค์การนำขึ้นมานำงาน และ (3) จะต้องมีการจัดตั้ง อันประกอบด้วยผู้ปฏิบัติงานที่พร้อมจะทำตามแนวทาง นโยบายและมติขององค์การนำ ถ้าไม่มีสิ่งที่กล่าวมานี้ พคท. ก็หมดโอกาสในการนำ มวลชนเกิดมาก่อน พคท. นักคิดนักเขียนมีมาทั้งก่อนและหลังลัทธิมาร์กซ-เลนิน ไม่แน่ว่ามาร์กซ-เลนินจะผูกขาดความถูกต้องไว้แต่ผู้เดียว เมื่อไม่มีการนำของ พคท. และลัทธิมาร์กซ-เลนิน อดีตผู้ปฏิบัติงานของ พคท. และมวลชน ก็จำเป็นต้องเสาะแสวงหาแนวทางตามสติปัญญาและความสามารถของตนเอง ใคนพบอะไรก็อาจมาเล่าสู่กันฟัง ใครเห็นด้วยก็เดินตาม ใครไม่เห็นด้วยก็เพียงรับฟัง อนาคตคงต้องไปอย่างนี้ โดยส่วนตัว ผมเข้าใจว่า พคท. หรือผู้ปฏิบัติงานของ พคท. แม้จะมีความปราถนาดีต่อมวลชนและสังคมเพียงใด ก็เป็นเพียงอดีต ซึ่งไม่มีวันหวนกลับมาได้อีกแล้วครับ แสน
| 5). เสนอโดย sutha :: 18 ม.ค. 2010 16:00น. เรียนท่านจันดาราและสมาชิกกลุ่มเพื่อนสามจังหวัดทุกๆ ท่าน ขออนุญาตเรียนชี้แจงเกี่ยวกับการทำงาน ของกรรมการกลุ่มเพื่อนสามจังหวัดคร่าวๆ ตามความเข้าใจของผม กลุ่มเพื่อนสามจังหวัดเป็นกลุ่มกิจกรรมแบบอาสาสมัคร ไม่มีกฎข้อบังคับใดๆ ทั้งสิ้น กรรมการก็รับผิดชอบแยกส่วนเป็นแต่ละกิจกรรม ค่อนข้างให้อิสระในการตัดสินใจ กิจกรรมหลักที่มี สำนักสงฆ์ สามแสงธรรม, กองทุนการศึกษา, จุลสาร แลไปข้างหน้า, หน่วยแพทย์เคลื่อนที่, ประชาสัมพันธ์, งานร้อยดวงจิต คิดถึงเพื่อน ฯลฯ ยังมีงานเฉพาะกิจต่างๆ อีกจำนวนหนึ่ง กิจกรรมของกลุ่มที่ผ่านมา ก็ได้พยายามหลีกเลี่ยงการไปอิงกับอำนาจรัฐ ซึ่งตามความเป็นจริงของพวกเราชาวเมือง ไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องไปทำเช่นนั้น แต่เนื่องด้วยกิจกรรมของกลุ่มเกือบทั้งหมด เป็นไปเพื่อเพื่อนมิตรในชนบทที่ถูกสังคมทอดทิ้ง ซึ่งตามข้อเท็จจริง ในกว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา พวกเราก็พึ่งตนเองแทบทั้งสิ้น กรณีบ้านน้ำจวงที่ท่านจันดาราค้างคาใจ ท่านจันดาราสามารถสอบถามความเป็นมา จากกรรมการที่ท่านรู้จักได้ ซึ่งปัจจุบัน มีบุคคลของทุกเขตงาน เขาค้อ ร่องกล้า ภูขัด อยู่ในกรรมการชุดนี้ อย่างที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้น พวกเราเป็นกลุ่มกิจกรรมที่ไม่มีอำนาจการควบคุม กิจกรรมส่วนใดจึงตัดสินใจโดยกรรมการนั้นๆ แม้แต่ในหมู่กรรมการชุดใหญ่เอง ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หรือบางกรณี คนที่เป็นกรรมการกว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น บางเรื่อง มันก็เลยไกลเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ขอยกตัวอย่างอีกหนึ่งกรณี ทุกๆ ต้นเดือนธันวา พี่น้องม้งที่หมู่บ้านทับเบิก มีชื่อกิจกรรมเฉพาะเพื่อเปิดบริการฝังเข็มฟรี โดยมีหมอพจน์เป็นพี่เลี้ยง ผ่านไปสองสามปี ปัจจุบันพวกเขาสามารถมีอาชีพใหม่ เป็นหมอฝังเข็มที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนที่ราบ มีรายดีกว่าการทำไร่เลื่อนลอยแบบแทงหวย ช่วยแก้ปัญหาทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และชีวิตที่ไม่ต้องเร่ร่อนแรมรอนไปทำไร่ยังที่ห่างไกล ซี่งในกรณีเช่นนั้น จำต้องปล่อยลูกๆ หลานๆ ซึ่งอายุยังน้อย อยู่บ้านตามลำพังครั้งละเป็นเดือน ปีนี้หมอพจน์ใช้เวลาสิบกว่าวัน เพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้กับกิจกรรมนี้หก-เจ็ดหมู่บ้านม้ง พวกเขาส่วนหนึ่งคงอยากมีอาชีพที่มั่นคงเช่นเดียวกับหมอม้งทับเบิก หมอพจน์ไม่ได้เป็นกรรมการประจำ แต่ที่ทำก็ใช้ในนามกลุ่มเพื่อนสามจังหวัด ถึงแม้หมอพจน์ไม่ได้เป็นกรรมการ แต่ทำงานมากกว่ากรรมการ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่สะท้อนถึงความเป็นไปเองของงานอาสาสมัคร กรณีที่บ้านน้ำจวงก็เช่นกัน การอิงกับอำนาจก็เข้าทำนองเป็นไปเอง มันอาจไม่มีผลอะไรต่อคนเมือง แต่ก็ช่วยให้เพื่อนม้งมีสถานภาพ ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเกรงใจ ไม่ถูกทอดทิ้งแบบไม่สนใจใยดีเหมือนเช่นก่อน ยังมีเรื่องอีกมากมายที่ไม่สามารถชี้แจงทำความเข้าใจได้หมด หากท่านจันดาราหรือสมาชิกท่านใด ค้างคาใจในสิ่งที่กรรมการได้กระทำไป สามารถสอบถามได้ทุกกรณี ในวันที่ 19 ม.ค. จะมีการประชุมคณะกรรมการกลุ่มเพื่อนสามจังหวัด ที่ตึกวิเศษศิลป์ รามอินทรา 14 เวลา 17.00 น. หากท่านจันดาราหรือสมาชิกท่านใดมีเวลาว่าง ขอเรียนเชิญนะครับ อดีตสหายส่วนใหญ่ยอมรับว่า ชีวิตในป่ามีคุณค่ามหาศาล เมื่อป่าแตก องค์กรแห่งอุดมการณ์จำต้องสลายตัว พลพรรคทั่วๆ ไปก็แยกย้ายเพื่อหาที่อยู่ที่ยืนของตนเอง ไม่มีการนำ เอกภาพทางความคิดไม่ต้องพูดถึง ปัจจุบันก็เป็นที่รับรู้ว่า มีศรัทธาความเชื่อไปคนละทิศละทาง ถือหางอยู่คนละฝ่าย กรรมการกลุ่มเพื่อนก็มีสองสี แต่ไม่มีปัญหา สามารถถกกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล หรือแซวเล่นเป็นที่สนุกสนาน แต่คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในคณะกรรมการ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเสียมากกว่า คงได้แต่ติดตามความขัดแย้งในบ้านเมืองด้วยความห่วงใย เท่าที่ผมได้สัมผัส เพื่อนๆ ที่เข้ามาทำงานอาสาสมัคร เพียงปรารถนารักษาคุณค่าที่เหลือมาจากการสูญเสีย ด้วยการทำประโยชน์ต่อสังคมเล็กน้อยๆ เพื่อรอคอยคนรุ่นหลังรับช่วงต่อไป หลักๆ น่าจะมีเพียงเท่านี้ คณะกรรมการยินดีรับฟังเสียงสะท้อนในทุกๆ กรณี ถ้าหากมีสิ่งที่ไม่ตรงใจท่านสมาชิก ก็ขออภัยมาในที่นี้ด้วย ขีดความสามารถของกรรมการมีแค่นี้จริงๆ ด้วยความเคารพ จากผู้ที่เป็นหนึ่งในกรรมการกลุ่มเพื่อนสามจังหวัด
| 6). เสนอโดย dekdoy :: 19 ม.ค. 2010 16:56น. เด็กดอยขอออกความคิดเห็นจั๊กหน่อย ตามที่ได้ยินมา ปี 2524 องค์การนำทั้งศูนย์กลางและเขตสามจังหวัดยังชี้นำได้อยู่ ดังนั้นที่ท่าน saen บอกว่าลงจากป่าแล้วไม่มีใครไปรับ อาจจะเกิดจากปัญหาติดขัดอื่นๆมากกว่า หน่วยสุดท้ายที่ออกจากป่าเขตสามจังหวัดคือ ผู้กองเสริม น่าจะปี 2530 ส่วนในขอบเขตทั่วประเทศ คนสุดท้ายที่ออกจากป่า เห็นเขาเล่าให้ฟังว่าถ้าจำไม่ผิดน่าจะปี 2537 ส่วนปี 2530 น่าจะเป็นปีที่ กรรมการกลางพรรคและสมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยถูกจับกุมครั้งใหญ่ น่าจะส่งผลกระทบกระเทือนอย่างหนักและส่งผลต่อการนำขององค์การจัดตั้งของพรรค แต่จะส่งผลต่อฐานะบทบาทการนำโดยสิ้นเชิงหรือไม่ ถ้าจะให้ดีต้องถามผู้รู้ จริง เพราะที่พูด พูดเท่าที่รู้มาแบบงูงูปลาปลา เพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน ส่วนกลุ่มเพื่อนสามจังหวัดเรา แม้ป่าแตก แต่ก็ยังสามารถรวมกลุ่มกันทำงานแบบอาสาสมัคร อุทิศกายใจและกำลังทรัพย์เพื่อช่วยเหลือสังคมโดยสมัครใจอย่างเสมอต้นเสมอปลายตลอดมา ดังที่ท่านsutha ได้เรียนชี้แจงแก่เพื่อนสมาชิกไปแล้ว แม้สายลมเปลี่ยนทิศ แต่ดวงใจน้อยๆของผองเพื่อนที่เคยฝ่าลมหนาว ทุกข์ยากพวกเราอดทน กินมันกินกลอยกินข้าวโพดร่วมกันมา คำว่า "เพื่อนสามจังหวัด" มันมีความหมายสุดล้ำลึก ท่าน "ต้นตาล"ช่วยแต่งบทกวี "เพื่อน" หน่อยซิ นะท่านนะ
| 7). เสนอโดย phu :: 21 ม.ค. 2010 17:43น. ขอแทรกหน่อยนะ.......... เรื่องราวกิจกรรมของสามจังหวัดเราที่ทำกันอยู่ปัจจุบันนี้นั้น มิตรสหายหลายท่านก็มีมุมมองแตกต่างกันไป บางท่านก็มองว่าเป็นสังคมสงเคราะห์บ้าง บางท่านก็มองเลยไปถึงการโยงใยโน่นนี่ไปเลย ในส่วนผมเอง อยากสะท้อนว่า โอกาสการดำรงชีวิตของมวลมิตรชาวม้งของเรานับตั้งแต่ป่าแตกปี24-25 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขาถูกทางรัฐบาลจัดพื้นที่ทำกินให้ในหลายพื้นที่บนภูดอย แต่โอกาสและความรู้ของพวกเขาก็ยังมีข้อจำกัดรวมทั้งการตอบสนองช่วยเหลือจากทางการที่ผ่านมาทุกรัฐบาลแล้ว มิตรชาวม้งของเราก็มีสภาพความเป็นอยู่ก็อย่างที่สหายในเมืองได้พบเห็นในงานร้อยดวงจิตฯที่จัดขึ้นทุกปีหรือหลายท่านก็อุตส่าห์สละเวลาไปเยี่ยมพวกเขาถึงหมู่บ้านเลยก็มี มิตรสหายเราบางท่านอย่างหมอพจน์ก็จัดกิจกรรมหน่วยหมอเคลื่อนที่ไปเยี่ยมเป๊เส่งหลายหมู่บ้านทำมาหลายปีติดต่อกัน( มิตรสหายในเมืองหลายท่านอาจไม่ได้รับรู้ข่าวกิจกรรมเช่นว่านี้ ) รางวัลแม็กไซไซ น่าจะมอบให้กับหมอพจน์ของเราสักคนน่าจะเหมาะสมดีนะ เมื่อเปรียบเทียบกับมวลมิตรสหายเราที่กลับมาอยู่ในเมือง โดยส่วนใหญ่แล้วสามารถสร้างฐานะทางเศรษฐกิจและอยู่ได้ในสังคมอย่างสุขสบาย (จนกระทั่งเกิดเหลือง-แดง แล้วฟัดกันเอง) การที่มิตรสหายเราในเมืองจำนวนหนึ่ง มีใจที่ได้ทำกิจกรรมที่เกี่ยวพันกับมิตรชาวม้งของเรานั้น บางทีอาจเป็นเพราะความรักทางชนชั้นและเยื่อใยที่เราเคยมีกับชนชาติม้งช่วงที่อยู่ในป่าก็เป็นได้ กิจกรรมที่ทำอยู่นั้นเป็นการอาสาสมัคร ไม่ต้องมีพรรคหรือมีใครมาชี้นำให้ทำ ไม่มีการจ้าง หากแต่ทำไปเรื่อยๆ ใครเหนื่อยก็พักหรือไม่มีเวลาก็หยุดได้ ไม่มีใครว่า เราควรมองกิจกรรมเช่นนี้อย่างมนุษย์ปุถุชนธรรมดาพร้อมเปิดใจให้กว้าง ไม่จำเป็นต้องมองอย่างมาร์กซิสหรือไม่มาร์กซิสอะไรทำนองนั้น บางทีอดีตของเราในป่าที่ผ่านมานั้น ผมคิดว่ายังจะพอมีคุณค่าที่ดีดีบ้างที่จะมอบให้กับมิตรชาวม้งของเราไม่มากก็น้อย ตราบที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่ในช่วงปลายของกาลเวลา... ใครจะว่าเป็นงานสังคมสงเคราะห์ ก็ช่างเขาเถอะ.....!!!
| 8). เสนอโดย PINK :: 22 ม.ค. 2010 19:06น. ไม่ได้เข้าเว็บมานานหลายวัน วันนี้เลยนั่งอ่านทุกหัวข้อเลยค่ะ จนถึงหัวข้อนี้ ท่าน sutha และท่าน phu พูดได้ตรงใจ pink มาก การร่วมกลุ่มของเพื่อนสามจังหวัดที่รวมกันด้วยใจ การไปช่วยเหลือพี่น้องม้ง การทำงานของกลุ่มก็ทำด้วยใจ ไม่ได้มีการชี้นำจากใคร และไม่ได้รับเงินจากหน่วยงานไหน เราทำไปเพราะอดีตของเราที่เคยอยู่ด้วยกันมาก่อน ปัจจุบันพวกเรายังลำบากน้อยกว่าพวกเขามาก ฉะนั้นพวกเรามีความสามารถช่วยอะไรได้ก็ช่วยกันไปตามกำลังและโอกาส ใครจะว่าอะไรก็ช่างเขา
| 9). เสนอโดย popular :: 25 ม.ค. 2010 12:34น. สนใจคำถามของคุณจันดารา ที่ถามมาหลายวันแล้ว รออ่านคำตอบแต่ มีแต่คำตอบและคำชี้แจงประเด็นอื่น จึงขอตอบ คำถามที่ว่ามีอะไรน่าทำ หรือควรทำอื่นๆอีกหรือไม่ (ทำนองนั้น) ว่า มีอะไรมากมายสำหรับวัยวุฒิ คนอย่างเราให้ทำ คนรุ่นเราเป็นรุ่นพิเศษที่สุดแล้ว ยกตัวอย่าง หากติดตามงานเขียนของคุณชุติมา พญาไฟ ตั้งแต่มติชน*สป. มาจนถึงในเว็ปนี้ ก็จะรู้ว่าเรื่องราวของหนุ่มสาวรุ่นเราในอดีตนั้น ยาว แต่มีสาระและมีความหมายต่อประวัติศาสตร์ไทยมาก คงไม่มีอีกแล้วที่นักศึกษาทุกสถาบัน นักเรียน กรรมกร ชาวนา ประชาชน ปัญญาชน และนักปฎิวัติ พลพรรคพ.ค.ท. จะมีโอกาสได้ทำงานร่วมกัน มีอุดมการณ์เดียวกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน เผชิญความยากลำบาก และร่วมเป็นร่วมตายกัน อย่างยาวนานหลายปีในขอบเขตทุกภาคทั่วประเทศ เช่นนี้ แม้สุดท้ายต่างต้องเดินไปตามทางของตน ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตนและครอบครัวก็ตาม แม้สุดท้ายต่างเลือกที่จะเชื่อตัวเองมากกว่าแต่ก่อนก็ตาม มันคงเป็นไปตามวิถีแห่งกฎธรรมชาติธรรมดาๆ กระมัง เคยมีคนรุ่นหลัง ตั้งถามแบบไม่สนใจคำตอบว่า " พวกพี่ถอยกลับมาเป็นแค่พลเมืองดีผู้รักความเป็นธรรมและผู้ประพฤติธรรม เท่านี้หรือ ?"
|
กรุณาล็อกอิน หรือลงทะเบียนเพื่อจะเขียนความคิดเห็น |