|
ผู้อาวุโสเบิกบาน ย่ากุหลาบ ชีวิตหญิงชราคนหนึ่งผกผันเปลี่ยวเปล่าราวนิยาย
ย่ากุหลาบ
 ชีวิตหญิงชราคนหนึ่งผกผันเปลี่ยวเปล่าราวนิยาย แม้ผมรับรู้เรื่องในอดีตของย่าไม่มากนัก แต่แค่เพียงเท่าที่รู้ก็เกินพอสำหรับความรู้สึกสะเทือนใจ ปลายชีวิตย่ากุหลาบโดดเดี่ยวเดียวดายมาหลายสิบปี จวบจนวันสุดท้ายของย่ากุหลาบ คงเป็นโชคชะตาที่นำพาให้ผมได้เผอิญเข้าไปเกี่ยวข้อง
โรงพยาบาลขอนแก่น ห้องไอซียู ผมเดินผ่านผู้คนมากมายจนมาถึงเตียงของย่า
ภาพแรกคือร่างกายบอบบางผอมซีด ดวงตาเบิกค้าง ท่อช่วยหายใจสีดำสอดใส่ลึกลงไปในปากคาดรัดด้วยปลาสเตอร์กดทับ ที่มือข้างขวาสายท่อน้ำเกลือและท่อยาระโยงระยางพันกัน ตรงปลายเข็มจมอยู่ในเนื้อปิดผ้าก๊อซเลอะคราบเลือด ข้อมือทั้งขวาและซ้ายถูกพันธนาการมัดติดแน่นหนาไว้กับราวเตียงกันไม่ให้ป่ายปะทึ้งดึง อกเหี่ยวแห้งกระตุกขึ้นลง เสียงฟืดฟาดของลมหายใจถี่กระชั้นดังออกทางเครื่องช่วย เสียงฟืดฟาดนี้หากนิ่งฟังจะได้ยินมันดังระงมไปทั่วห้องจากทุกเตียง ส่งสัญญาณขอชีวิต ผู้กำลังทุรนทุรายตะเกียกตะกายกันอย่างหมดหวัง
ดวงตาที่ไม่หลับ เบิกโพลงอยู่ในความเลื่อนลอย หม่นหมอง จนถึงปวดร้าว หรือในนั้น ภาพของอดีตกำลังผุดโผล่ขึ้นซ้อนๆ กัน วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า ไม่อาจหยุด รัก โกรธ โลภ หลง ทั้งหมดของกรรมเคยก่อไม่ว่าจะร้ายจะดีตีเรียงกันเข้ามา ดังสายน้ำไหลเป็นระลอก ดังการคลี่ออกของหมอกยามเช้าต้องแสงตะวัน คงเนิ่นนานอยู่เช่นนั้นตราบเท่าเวลาที่ควรจะได้ชดใช้
ชีวิตเป็นอะไรมากกว่าที่คิด ช่างมหัศจรรย์ เสียดายเหลือเกิน ในวันที่รู้ ก็ไม่อาจบอกใครได้แล้ว
นอกจากนิ่งมอง ผมปรารถนาที่จะเอื้อเฟื้อแก่คุณย่า แต่ทั้งหมดของประสบการณ์ที่หลงคิดว่าฉันช่ำชองโชกโชน กลับเปลืองเปล่าไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ได้แต่เงียบงัน
คำปลอบประโลมใดๆ เล่าจึงจะเหมาะสม สัมผัสใดหนอจึงจะอ่อนโยนเข้าถึงกึ่งกลางใจหญิงชราตรงหน้าได้ อีกทั้งจิตวิญญาณแบบใดกันที่จะส่งสารแห่งความสัมพันธ์อันลึกล้ำเพียงพอ
โรคกายคล้ายปล่อยเป็นเรื่องให้แพทย์เยียวยา ส่วนผู้มาเยี่ยมเยือนอย่างน้อยควรมีโอกาสได้ประคับประคองจิตใจของผู้ป่วย หากแต่ในช่วงเวลานั้น เราเองก็อ่อนแอราวป่วยไข้ไปเสียเอง
ช่วงเวลาอันสำคัญยิ่ง จึงกลับหลุดลอยสูญสลาย คนเป็นช่วยอะไรคนใกล้ตายไม่ได้เอาเลย คิดดูช่างอเนจอนาถเสียยิ่งกว่า
เสียงลมหายใจของคุณย่าค่อยๆ แผ่วเบาลง ร่างที่เครียดเกร็งผ่อนคลายขึ้น ดวงตาหรี่หลุบราวจะหลับลงได้แล้ว
ที่สุดช่วงเวลาสุดท้ายจริงๆ ของชีวิตช่างเป็นความปีติสุข ดั่งคนเดินทางไกลบรรลุถึงจุดหมาย ได้ผ่อนพักปลดวางซึ่งสัมภาระหนักทั้งปวง หมดห่วงสิ้นโหยหา หยุดดิ้นรนไขว่คว้า เพื่อที่จะหลับสนิทนิทราอยู่ในความว่างเปล่าเสียที
เสียงฟืดฟาดจากเตียงอื่นๆ ยังคงดังระงม ในขณะลมหายใจของคุณย่าหยุดแล้ว
กลายเป็นย่ากุหลาบที่ได้เอื้อเฟื้อแก่ผม ให้ชิมรสสัมผัสลมหายใจผู้ยังอยู่และผู้สูญสลาย ก่อปรากฏความคลี่คลายของกาย-จิต สภาวธรรมแห่งการเกิดดับ
แผ่วมากระซิบข้างหูว่า ... สักวันหนึ่งถึงคิวของเจ้า เฒ่าเอ๋ย ช้าหรือเร็วไม่ต่างเลย
เคยลงพิมพ์ในนิตยสารสานแสงอรุณ
ฉบับเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2552 |
กฎกติกาและข้อตกลงในการเขียนความคิดเห็น 1. โปรดงดเว้นข้อความที่หมื่นเหม่สถาบันพระมหากษัตริย์หรือกระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐ 2. ใช้ภาษาที่สุภาพ ไม่ใช้คำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นให้ได้รับความเสียหาย 3. หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใด 4. ความคิดเห็นเป็นความรับผิดชอบเฉพาะตัวผู้เขียนเอง ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการเว็บไซต์ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฏหมายได้ 5. เว็บบ้านสามจังหวัดขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่ไม่่สมควรเผยแพร่ โดยไม่จำเป็นต้องชี้แจงเหตุผลใดๆต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ.
| 1). เสนอโดย pumetong :: 01 ก.ค. 2010 14:41น. สิ่งปรุงแต่ง ทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มันเกิดก่อ ตามหน้าที่ มีสังขาร แล้วก็ดับ เป็นธรรมดา ตามอาการ ไม่อยู่นาน มันเป็น เช่นนี้แล สังขารกลุ่ม นี้หนอ ก็เหมือนกัน จะสิ้นสุด ลงในวัน นี้เป็นแน่ ไม่มีใคร เกิดหรือตาย มีได้แต่ สังขารแท้ๆ มันจะดับ โดยธรรมดา ความสงบ มีเพราะดับ แห่งสังขาร มันดับเย็น เป็นนิพพาน สิ้นสังสาร์ นามรูปนี้ ดับวันนี้ เป็นกิริยา ไม่มีเชื้อ กลับมา เกิดอีกแล (ท่านพุทธทาส แจกคาถา )
| 2). เสนอโดย watson17 :: 15 ก.ค. 2010 11:59น. จะเจ็บจะตายในวันนี้! ก็ยังดีที่ได้เกิดมาได้เห็น จะอยู่จะไปก็ให้เป็น เป็นไปเอง..เป็นไปตาม..ทางแห่งธรรม (เขียนเดาๆวันฝนพรำ)
|
กรุณาล็อกอิน หรือลงทะเบียนเพื่อจะเขียนความคิดเห็น |