FO3P.NET : บ้านสามจังหวัด


05 ก.ย. 2010 17:20น.
หน้าแรก
ทรรศนะ
ปฏิวัติบนสายรุ้ง
จากน้ำจวงถึงวัดสามแสงธรรม
ผู้อาวุโสเบิกบาน
บอกผ่านกาลเวลา
บ้านเมือง
บันเทิง
งานร้อยดวงจิต 53
เมนู อื่นๆ
แนะนำวิธีสมัครสมาชิก
ส่งข่าวสารถึงผู้ดูแลเว็บไซต์
ขอคำแนะนำจากทุกท่าน
โฟโต้ แกลเลอรี
โครงการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์
โครงการวัดสามแสงธรรม
ใส่ใจปัญหาสุขภาพ
งานร้อยดวงจิต ๒๕๕๑
งานร้อยดวงจิต ๒๕๕๒
แลไปข้างหน้า
ข่าวจากกรรมการกลุ่มเพื่อนฯ
แจ้งข่าวด่วน ข่าวเฉพาะกิจ
บันทึกของคนผ่านทาง
สวัสดีปีใหม่ 53
กวีกระ-วาด
ม็อบ
เขียนโดย sutha   
25 ก.ค. 2010 13:55น.

ม็อบ

 

ในแวดวงซ้าย   คงไม่มีใครไม่เคยเข้าร่วมการชุมนุม  ผมไปม็อบครั้งแรกเมื่ออยู่ในวัยหนุ่มใหญ่  เมื่อครั้งนักศึกษาชุมนุมขับไล่จอมพลถนอมและจอมพลประภาส  แม้ผมจะมีสำนึกคัดค้านเผด็จการทหารเป็นทุนเดิมอยู่บ้าง  แต่การไปธรรมศาสตร์ทุกค่ำคืนในครั้งนั้น  ด้วยความคึกคะนองเป็นตัวชักนำ  คงเหมือนประชาชนคนทำงานทั่วๆ ไปที่อาศัยอยู่ในกอทอมอ  เช้าอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ พอตกค่ำก็พากันไปรวมพลในธรรมศาสตร์  ไปซึมซับบรรยากาศการต่อสู้ของนิสิตนักศึกษา  บอกตามตรงผมตื่นตาตื่นใจกับสิ่งแปลกใหม่ของชีวิตเป็นอย่างมาก  แต่พอเกิดความรุนแรงนองเลือดในวันเดินขบวนจริงๆ  ผมก็วิ่งเผ่นหนีขึ้นรถเมล์กลับบ้าน  นั่นเป็นประสบการณ์เข้าร่วมม็อบครั้งแรกเมื่อเหตุการณ์ 14 ตุลา  จบจากวันนั้นก็คิดว่า  ม็อบคงเลิกราไปพร้อมกับชัยชนะของประชาชน

อย่างที่บอกตั้งแต่ต้น  ผมไม่ใช่คนคอการเมืองแต่อย่างใด  พอเหตุการณ์ 14 ตุลา ผ่านไปประมาณครึ่งปี  ก็เพราะมีเพื่อนในที่ทำงานคนหนึ่ง

เฮ้ย.....ประชาชนยังไม่ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง  นั่นมันแค่เตะหมูเข้าปากหมา

แล้วเขาก็หาหนังสือฝ่ายซ้ายมาให้ผมอ่าน  พาผมไปฟังการอภิปรายที่หอใหญ่  พาไปม็อบโน่นม็อบนี่  เป็นขาประจำสนามหลวง  โรงงานฮาร่าหรือที่ไหนๆ ไปได้เป็นไปหมด  ไม่เพียงเท่านั้น เขายังชักชวนให้ผมสมัครเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย  วันหยุดอาทิตย์เขาก็พาผมไปฟังคนดังๆ พูดยังที่ทำการพรรค  เช่น อาจารย์บุญเย็น  ด.ร. บุญสนอง  วิสา  สุรชัย  ฯลฯ  

ต่อมาน้องๆ ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยก็เป็นไปตามกระแส  แห่กันเข้าร่วมกิจกรรมของฝ่ายซ้าย  ผมเลยถูกวานให้เป็นพลขับรถติดโปสเตอร์โดยปริยาย  เจอพวกกระทิงแดงไล่ตื้บก็เคย

เคยเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยกับเขาด้วย  แต่ไม่ถึงขั้นคุณ คมแสง ในปฏิวัติบนสายรุ้งหรอก  แค่ระดับกระจอกปลายแถว  ผมกับเพื่อนมีหน้าที่คอยสังเกตคนแปลกหน้าที่มีท่าทางพิรุธ  ถ้าสงสัยใครก็ให้รายงาน  อาวุธได้รับ  คือมีดพับที่ซ่อนไว้ในหนังสือ  ย่ามที่สะพายบนบ่าทำหน้าที่อำพรางอาวุธที่ทำอะไรใครไม่ได้อีกชั้นหนึ่ง  นั่งระวังระไวอยู่แถวหน้าหอใหญ่  เวลามีการเดินขบวน  ก็มีหน้าที่จับมือมัดข้าวต้ม  ล้อมกรอบมวลชนที่อยู่ด้านใน  วันที่ 21 มีนา ที่หน้าโรงหนังสยาม  ผมก็อยู่ไม่ไกลจากจุดระเบิดลง  เห็นเลือดแดงฉานนองพื้น  บอกตามตรงผมตื่นตระหนกใจคอไม่ดี  แต่คราวนี้ไม่ได้หนีไม่ไหน (คงอยู่ในเบ้าหลอมมาระยะหนึ่งแล้วกระมัง) วันนั้นจึงอยู่จนจบรายการที่หน้าสถานทูตอเมริกา

6 ตุลา คือการเข้าร่วมม็อบครั้งสุดท้ายในวัยหนุ่ม  วันที่ 5 เวลาสักสี่ห้าทุ่มผมเพิ่งเข้าไปในธรรมศาสตร์  เอากระดาษหนังสือพิมพ์ปูพื้น  นอนกลางสนามหญ้าพร้อมกับแปรงสีฟันเสียบอยู่ในกระเป๋าเสื้อ  ราวๆ ตีห้า เอ็มเจ็ดสิบเก้าลูกแรกระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว  ผมตกใจตื่นพร้อมกับความมึนงง  คนที่นอนติดกันร้องดิ้นเพราะโดนแรงอัดของระเบิด  ขณะที่ผมยังตาลีตาเหลือกทำอะไรไม่ถูก  หน่วยพยาบาลก็วิ่งกรูกันมาถึงที่เกิดเหตุแล้ว  ยังไม่ทันหายตกตะลึง  กระสุนสงครามก็ปลิวว่อนดังหวีดหวิวอยู่เหนือหัว  เสียงโฆษกบนเวทีบอกให้ทุกคนมอบ  ผมกดร่างแนบกับพื้นหญ้ารอคำสั่งด้วยใจระทึก  อึดใจต่อมาโฆษกประกาศว่า ให้ทุกคลานเข้าตึกเพื่อหลบภัย  ผมคลานจิ้งจกอย่างคล่องแคล้วโดยไม่เคยฝึก  ระหว่างทางมีเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลสงคราม  คนบาดเจ็บล้มตายมากขึ้นเรื่อยๆ จนหน่วยพยาบาลรับมือไม่ไหว  ขณะที่ผมหลบห่ากระสุนอยู่เชิงบันไดตึกบัญชี  ยังคงมีคนทยอยคลานเข้ามาแล้วขึ้นไปบนตัวอาคาร  กระสุนสังหารยังพุ่งพล่านเข้ามาฆ่าคนไม่มีทางสู้อย่างไร้ความปรานี  ผมหันรีหันขวาง  มีคนบาดเจ็บนอนครางคาบันได  ทันใดนั้น มีน้องนักเรียนอาชีวะวิ่งมาจากไหนไม่ทราบ  ปืนไทยประดิษฐกระบอกจิ๋วกำกระชับอยู่ในมือ  เขาเข้ามาหลบเพื่อรุดไปข้างหน้า  เขาตะเบ็งเสียงอย่างโกรธแค้นบ้าคลั่ง

มันฆ่าเพื่อนผม  ผมจะไปเอาคืน

อย่าออกไป..ๆ..ๆ

ผมกับอีกสองสามเสียงตะโกนด้วยความตกใจ  และช่วยกันคว้าตัวเขาเอาไว้  เขาดิ้นสะบัดสุดแรงเกิด  พอหลุดจากการฉุดรั้ง  วิ่งออกไปอยู่ในที่โล่งไกลไม่เกินยี่สิบเมตร  ร่างที่แล่นพุ่งก็สะดุ้งเฮือก  เขาพยายามยันกายด้วยจิตยังมาดมั่นไม่สั่นคลอน  แต่ร่างนั้นก็สะท้านสะท้อนกระดอนเด้งหลังด้วยพลังกระสุนเพชฌฆาต  เขาโงนเงนและสะอึกอีกสองสามเฮือก  แล้วทรุดฮวบสิ้นลมจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น

ผมนำเอาที่มองเห็นกับตามาเล่าเป็นส่วนต่างหาก  เพราะการล้อมฆ่าอย่างโหดร้ายทารุณเมื่อวันที่ 6 ตุลา  เป็นเรื่องราวถูกถ่ายทอดกันมามากแล้ว

หลังป่าแตก จำไม่ได้แล้วว่า  เคยไปม็อบที่ไหนก่อนพฤษภาทมิฬหรือเปล่า  คราวนั้นผมไปม็อบทุกวัน  ตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันมืดเพราะอยู่ใกล้ที่ทำงานมาก  ค่ำของวันเดินขบวน  ผมจงใจอยู่ช่วงท้ายๆ  พอหัวขบวนถูกยิง  ฝูงชนวิ่งย้อนกลับมาด้วยความแตกตื่น  ผมไม่คิดอะไรมาก  เดินเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ แถวๆ แยกเฉลิมไทย  เรียกรถตุ๊กๆ ไปส่งที่ทำงาน  นั่งพักทำใจหน่อยหนึ่งแล้จึงขับรถกลับบ้านด้วยความร้าวรานจิต  ภาพความโหดร้ายเมื่อวันที่ 6 ตุลากลับมาหลอกหลอนอารมณ์จนต้องข่มใจ

เมื่อเกิดม็อบปี 49  ผมไม่มีความคิดจะเข้าร่วมแม้แต่น้อย  แต่เกรงใจเพื่อนที่โทรมาชวนอยู่เนืองๆ  ผมซ่อนความหดหู่เมื่อยืนดูผู้ไฮด์ปาร์กบนเวที 

 

ม็อบกับกาลเวลาที่พาผมไปเกี่ยวข้อง

 

เมื่อครั้งยังหนุ่ม  ม็อบเป็นแหล่งให้การศึกษา  สร้างศรัทธาให้ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม  สอนให้มีความรักต่อชนชั้นผู้ยากไร้  เป็นเบ้าหลอมจิตใจเพื่อให้พร้อมเผชิญหน้ากับปัญหานานาประการ  ปลุกเร้าให้เกิดความกล้าหาญเสียสละ

ม็อบ  เดือนพฤษภา  ผมไปทำหน้าที่คัดค้านเผด็จการทหาร  แต่ก็เริ่มไม่นิยมการใช้ถ้อยคำหยาบคายรุนแรง

ม็อบ...ด้านหนึ่งก็เป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการต่อสู้ของภาคประชาชน  การรวมตัวของกลุ่มคนย่อมทำให้เห็นพลังของตนเอง  ม็อบยังสร้างความตื่นตัวในการเรียกร้องสิทธิอันพึงมีของผู้ถูกเอาเปรียบ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง  ม็อบก็เป็นเครื่องมือทางการเมืองของชนชั้นนำเช่นกัน  โดยใช้แกนนำทำหน้าที่เพื่อบรรลุเป้าประสงค์  โดยทั่วไปแล้ว คำประกาศเป่าร้องหน้าเวที  กับเกมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังมักไม่ใช่สิ่งเดียวกัน  บนเวทีดูจะมีเนื้อหาให้การศึกษาพอเป็นพิธี  เอาความจริงมาพูดไม่ถึงครึ่ง  บิดเบือนข้อมูลเกินค่อน  แกนนำก็ทำตัวเหมือนการแสดงของดารา  ตีบทแตกจนน่าให้ตุ๊กตาทอง  ใช้วาทเพื่อให้เกิดความสะใจ  ด่าทอหยาบคายอย่างไม่มีการยับยั้ง  สร้างความเกลียดชังจนเกิดอารมณ์คลั่งแค้น  และอัดแน่นด้วยความอาฆาตมาดร้าย ฯลฯ

สามสี่ปีมานี้  ผลลัพธ์ที่เกิดจากม็อบ  คือการเพิ่มความเกลียดชังขึ้นในสังคม  ใส่ไฟเผาอารมณ์ให้มีแต่ความคุกรุ่นรุนแรง  และอะไรอีกหลายๆ อย่างในเชิงลบ ฯลฯ

อย่างที่พวกเราเข้าใจดีว่า  สรรพสิ่งล้วนมีสองด้าน  เพราะฉะนั้น ความเป็นม็อบก็ต้องมีทั้งข้อดีข้อเสีย  ตามทัศนะของผม  ให้น้ำหนักไปในทางด้านลบมากกว่า  แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่า  ผมทั้งไม่ใช่นักวิชาการ  และไม่ใช่แฟนคลับม็อบขนานแท้  จึงไม่สามารถมีมุมมองต่อม็อบได้อย่างรอบด้านเพียงพอ

ดูเหมือนว่า  แต่ไหนแต่ไรมาคนเดือนตุลาจะเป็นขาประจำม็อบ  และทุกครั้งก็ยืนอยู่ฝั่งเดียวกัน  เพิ่งแบ่งแยกแตกฝ่ายก็คราวนี้แหละ  และแม้ผมจะเป็นเพียงผู้พลัดหลงเข้าไปในดงฝ่ายซ้าย  ก็ยังมีกลิ่นอายของชาวม็อบติดตัวมาพอสมควร  แต่..จากสองสามครั้งที่ที่เคยไปฟังแกนนำเบอร์หนึ่งของม็อบพันธมิตร  ผมอดคิดไม่ได้ว่า  ทำไมผมต้องมาทนฟังคำโกหก  หยาบคาย  แถมมีจุดมุ่งหมายที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง  ครั้งสุดท้าย  พอถึงเวลาที่เขาต้องขึ้นเวที  ผมคิดอยู่ในใจ  วันนี้เขาจะพูดอะไรหนอ  พอฟังไปได้หน่อยเดียว  ผมก็เดินออกจากฝูงชนพร้อมกับคิดว่า  ผมคงไม่มาม็อบอีกแล้ว  พอเกิดม็อบสีแดง  ก็ได้แต่ตามดูทางทีวี  และฟังคนที่ทำงานซึ่งเป็นขาประจำเล่าให้ฟัง  อ่านจากเว็บเพื่อนโดยผู้สื่อข่าวสัญจร และท่านอื่นๆ  ตามความนึกคิดของผม  ม็อบทั้งสองสี คงไม่มีอะไรต่างกันมากนัก

ตั้งแต่วัยหนุ่มจนถึงวันนี้กับการได้สัมผัสม็อบ  ผมคิดว่า ม็อบเดือนตุลาที่มีนักศึกษาเป็นแกนนำ เป็นม็อบที่บริสุทธิ์  มีจุดหมายเพื่อส่วนรวม  ไม่มีผู้บงการ  จึงปราศจากเบื้องหลังแอบแฝง  เป็นม็อบที่สร้างความคิดจิตสำนึกให้มีความเสียสละ  เพื่อประเทศชาติและประชาชน

ไม่ว่าม็อบในอดีตกับม็อบในวันนี้  จะมีความแตกต่างกันอย่างไรหรือไม่  ที่แน่ๆ ในอนาคตก็คงต้องปรากฏม็อบขึ้นมาอีก  ผมได้แต่หวังว่า ม็อบในวันข้างหน้าจะสร้างสรรค์ปัญญาให้กับผู้มาเข้าร่วมมากกว่านี้

สำหรับผม คิดว่าตัวเองก็ผ่านเลยวัยมาพอสมควรแล้ว  ทั้งยังไม่ใช่นักต่อสู้อีกต่างหาก  คงลงจากเวทีอย่างถาวร  อีกประการหนึ่ง  ตามความเข้าใจของผม  ประวัติศาสตร์ได้บอกว่า  การเปลี่ยนแปลงสังคมแต่ละขั้น  ใช้เวลาเป็นร้อยๆ พันๆ ปี  เพราะฉะนั้น ในช่วงชีวิตของคนๆ หนึ่ง  ทำอย่างไรก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน  ต้องผันการต่อสู้ให้ผู้รับช่วงเป็นรุ่นๆ ไป  อย่างไรก็ตาม  ผมขอแสดงความคารวะแด่เพื่อนๆ ทุกท่าน  ทั้งๆ ที่กำลังจะเป็นผู้อาวุโส  แต่ก็ไม่ยอมศิโรราบ  ยังยืนหยัดต่อสู้ตราบช่วงสุดท้ายของลมหายใจ  (ไม่ว่าใครจะอยู่สีใดก็ไม่สำคัญ) 

อย่างที่บอกกล่าวกันไว้แล้ว  ขอให้ข้อเขียนเป็นแค่ความคิด  หากมีเพื่อนมิตรท่านใดจะโต้แย้งขอเชิญได้ตามอัธยาศัย  ผมเองไม่ค่อยยึดติดในความเชื่อของตัวเองสักเท่าใด  เพราะความจริงก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

 

ทั้งชีวิตและความเชื่อล้วนเป็นเรื่องชั่วคราว  แต่ผมก็ไม่รู้ว่าความแตกแยกในหมู่เพื่อนพ้องน้องพี่ครั้งนี้จะยาวนานแค่ไหน

 

ปล.  เรียนท่านผู้อ่าน  ความจริงยังไม่ได้ตั้งใจจะเอางานชิ้นนี้มาลง  เพราะยังไม่ได้ตรึกตรองตามที่ได้กล่าวไว้  แต่เนื่องจากท่านดอยไม่อยู่  กลัวเว็บจะเว้นว่างหลายวัน  จึงตัดสินใจนำมาลงแก้ขัดไปก่อน

 

ความคิดเห็นผู้อ่าน
กฎกติกาและข้อตกลงในการเขียนความคิดเห็น
 
1. โปรดงดเว้นข้อความที่หมื่นเหม่สถาบันพระมหากษัตริย์หรือกระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐ
2. ใช้ภาษาที่สุภาพ ไม่ใช้คำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นให้ได้รับความเสียหาย
3. หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใด
4. ความคิดเห็นเป็นความรับผิดชอบเฉพาะตัวผู้เขียนเอง ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการเว็บไซต์ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฏหมายได้
5. เว็บบ้านสามจังหวัดขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่ไม่่สมควรเผยแพร่ โดยไม่จำเป็นต้องชี้แจงเหตุผลใดๆต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ.
   1).   เสนอโดย dalha :: 25 ก.ค. 2010 23:36น.
         ด้วยความเคารพพี่น้อย มิอาจหาญโต้แย้งถกเถียง เห็นด้วยว่าทุกสิ่งล้วนอนิจจัง เพียงแต่อยากจะแลกเปลี่ยนความคิดความรู้สึกบางข้อบางประการ ผิดพลาดบกพร่องประการใด ขออย่าได้ถือสา 
ม็อบก็เป็นการขับเคลื่อนของการต่อสู้ทางความคิด ทางการเมือง หรือทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ฉันจึงเข้าใจว่า ในระหว่างการต่อสู้ ที่ต้องประกอบไปด้วยผู้คนมากมาย จึงมักจะเกิดข้อผิดพลาด บกพร่อง มากบ้างน้อยบ้างอยู่เสมอ ขอเพียงหลักใหญ่ยืนอยู่บนผลประโยนชน์ของประชาชนคนส่วนใหญ่ ซึ่งม๊อบฝ่ายใดที่ทำและเป็นของประชาชนจริงๆ ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองท่ามกลางการต่อสู้  
คนเดือนตุลามักจะพูดว่า คนรุ่นนี้เคลื่อนไหวด้วยจิตใจที่บริสุทธิจริงๆ แต่เราคงยังไม่ลืมว่าสมัยนั้นคนรุ่นนี้ถูกใส่ร้ายอย่างไรบ้าง ที่ว่าถูกต้อง ดีงาม บริสุทธิ ก็เป็นพวกเรา(คนส่วนน้อยนิดในสังคม)เท่านั้นที่มองเช่นนั้น แต่ฝ่ายถืออำนาจรัฐมองเราเป็นปีศาจที่ต้องทำลายล้าง ฉันจึงรู้สึกว่ามันอยู่ที่ทัศนะ จุดยืนมากกว่า สุดท้าย เมื่อเห็นผลเสียหายของการสู้รบกันภายในชาติพันธุ์เดียวกัน อยู่ๆ จากปีศาจคอมมิวนิสต์ เรากลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเฉยเลย ไม่แน่ โจรเผาบ้านเผาเมือง ผู้ก่อการร้ายในวันนี้ ผ่านไปไม่กี่ปี อาจจะกลับกลายเป็นอะไรทำนองเดียวกันกับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยก็ได้ ใครจะไปรู้ 
ฉันก็เห็นด้วยอีกที่ว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคม จำเป็นต้องใช้เวลาและขั้นตอนที่จำเป็น แต่มันคงไม่อยู่ดีๆก็เปลี่ยนแปลงเอง ฉันจึงรู้สึกว่าคนรุ่นพวกเราผิดที่ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างแล้วไปปฎิวัติ แล้วคาดฝันว่าจะชนะ จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ในเวลาสั้นๆ แต่ก็ไม่ใช่จะปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม ในเมื่อชีวิตเราต้องต่อสู้กับโรคภัย กับภัยธรรมชาติ การทำมาหากิน และปัญหาอื่นๆอีกเยอะแยะ ปัญหาการเมืองซึ่งเป็นปัญหาที่จะกระทบถึงทุกคน ใยเราจะไม่แบ่งเวลาส่วนหนึ่งร่วมกับสมาชิกในสังคมก้าวไปสู่วุฒิทางปัญญาที่ดีกว่าที่เป็นอยู่เล่า ความแตกแยกในสังคม น่าจะยาวนานไป ตราบที่คนในสังคมยังไม่อาจเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ในฐานะที่อยู่มายาวนาน อย่างน้อย ก็มีแง่คิดบทเรียนที่จะแลกเปลี่ยนกับคนรุ่นหลังได้ 
ก็ได้แต่พร่ำบ่นไปตามประสา แม้จะมีผู้ไม่เห็นด้วย ก็ไม่เป็นไรค่ะ ก็แค่คนเล็กๆคนหนึ่ง
   2).   เสนอโดย sutha :: 26 ก.ค. 2010 15:38น.
         ต้องอย่างนี้ซิ ท่านป้าดาหลา บุกหน้าเสนอแนวความคิด ถูกบ้างผิดบ้างคือวิถีทางที่ต้องเป็น ถ้าให้ความเห็นเป็นสายใยแห่งความเชื่อมโยง คนคิดไม่เหมือนกันก็สามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ เพราะความจริงพวกเราคือเพื่อนกัน มีความผูกพันมาอย่างยาวนาน ผ่านเรื่องราวความสัมพันธ์ในหลายมิติ จนถึงวันนี้ คงไม่มีอะไรให้แคลงใจอีกแล้วว่า ลึกๆ เราต่างก็มีความปรารถนาดีต่อกัน แม้บางเวลาอาจจะเฉยชาเพราะมีอารมณ์ แต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้นเอง 
พวกเราต่างก็เคารพซึ่งกันและกันทั้งนั้นแหละ บางทีอาจเป็นความห่วงใยทำให้ผมคิดไปเองจนเกรงว่า ถ้าเพื่อนๆ ไปจริงจังกับเกมช่วงชิงอำนาจมากเกินไป อาจทำให้สูญเสียสุขภาพจิตโดยไม่จำเป็น และผมยังเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นเรื่องของวิถี โดยที่มีฐานคิดจิตสำนึกโดยรวมของผู้คนในสังคมเป็นตัวกำหนด ถ้าดูจากคุณภาพของสังคมไทย คงต้องใช้เวลาอีกยาวไกลกว่าประชาชนไทยจะไปถึงประชาธิปไตยในทางสำนึก 
ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้มีอะไรขัดแย้งกับความเห็นของท่านป้าดาหลา เพราะเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ชนชั้นรากหญ้ามีความตื่นตัว เพียงแต่รู้สึกเศร้าใจที่ความตระหนักในสิทธิอันพึงมี ถูกทำให้เป็นเกมแย่งชิงอำนาจของชนชั้นนำ ที่น่าช้ำใจยิ่งกว่า เพราะว่าหลังการล้อมปราบ กำลังจะกลายการร่วมกันงาบผลประโยชน์แบบปฏิวัติเงียบ  
ผมเชื่อคำพระท่านว่า การเมืองเป็นเรื่องร้อน และพลังชีวิตของตัวเองก็อ่อนล้าเกินกว่าจะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องใหญ่ๆ เช่นนั้น 
อย่างที่ท่านป้าดาหลาบอก กาลเวลาจะเปิดเผยโฉมหน้าของข้อเท็จจริงออกมาทั้งหมด ด้วยเหตุผลนี้ การที่พวกเรามีความผูกพันกันมาอย่างยาวนาน ผ่านเบ้าหลอมและถูกกลั่นกรองมาหลายวิกฤต ผมจึงเชื่อมั่น ว่าพวกเรายังเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดี ไม่ว่าจะตกอยู่ในพื้นที่ใดๆ ก็ตาม 
ขอบคุณที่ให้ความเห็น แหม...แต่ท่านป้าไม่ยอมเรียกชื่อจัดตั้ง ทำให้ผมเสียลับหมดเลย

  กรุณาล็อกอิน หรือลงทะเบียนเพื่อจะเขียนความคิดเห็น

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 29 ก.ค. 2010 09:24น. )
Copyright 2010 Fo3p.net