|
May day 2519 วันเมย์เดย์ ปี ๒๕๑๙
มีการจัดงานวันกรรมกรที่สวนลุมพินี มีผู้มาร่วมงานประมาณห้าหมื่น นับเป็นงานใหญ่มาก สหภาพแรงงานทั้งในกรุงเทพ ฯและปริมณฑลมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง มีการจัดริ้วขบวนแสดงพลัง เดินจากถนนสายต่าง ๆมาสมทบกันที่สวนลุมพินี ในงานมีกิจกรรมหลากหลาย เช่นการอภิปราย มีมหรสพ ดนตรี และกีฬา โดยนายกเสนีย์ ปราโมช มาเป็นประธาน
นายไพศาล ธวัชชัยนันท์ ประธานสหภาพแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่ามีความจำเป็นที่ผู้ใช้แรงงานต้องสามัคคีกับชาวนาชาวไร่ เพื่อผนึกกำลังต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม และข้อเสนอที่เสนอต่อรัฐบาลส่วนใหญ่ คือให้แก้ไข ปรับปรุง และเร่งรัดกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้แรงงาน
สถานีที่ 1 เยาวราช ค่ำวันเดียวกัน
มีการร่วมศึกษาและเฉลิมฉลองเนื่องในวันกรรมกรสากลเช่นกัน โดยมีเพื่อนจากสายกรรมกรมาร่วมฉลองด้วยสองคน
“นี่คุณแทน นี่คุณสิงห์” พี่นิดแนะนำ เพื่อนใหม่สองคน แทนอายุเท่า ๆกับยุทธ แต่สิงห์น่าจะอายุสามสิบปลาย ๆแล้ว
“วันนี้เพื่อนเราทั้งสองคน มาร่วมฉลองวันกรรมกรสากล คุณสิงห์จะเล่าเรื่องความเป็นมาของวันกรรมกรให้พวกเราฟัง”
“ผมจะเล่าเรื่องย้อนอดีตในศตวรรษที่ 17 ให้ฟัง” สิงห์ขยับตัว แล้วเริ่มเล่า
“ย้อนหลังไปในศตวรรษที่ 17 เมื่อเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นในยุโรป และเกิดการแข่งขันระหว่างนายทุนเพื่อแสวงหากำไรให้ได้มากที่สุด โดยไม่สนใจชีวิตจิตใจของกรรมกร สภาพเช่นนี้ดำเนินต่อมาถึงศตวรรษที่ 19 กรรมกรมีจำนวนมากขึ้น และรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานที่มีความเข้มแข็ง จึงผลักดันให้รัฐบาลออกกฎหมาย คุ้มครองคนงานและกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ ต่อมา อเมริกัน เฟดเดอเรชั่น ออฟ เลเบอร์ เรียกร้องให้รัฐบาลจำกัดชั่วโมงทำงาน ไม่ให้เกินวันละ 8 ชั่วโมง เมื่อมีการประชุมอินเตอร์เนชั่นแนล โซเชียลลิสต์ คองเกรส ที่กรุงปารีสในปี พ.ศ. 2432 มีมติสนับสนุนข้อเรียกร้องนี้ และกำหนดให้มีการเดินขบวน ทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือขึ้นพร้อมกัน ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2433 และถือวันนั้นเป็นวันกรรมกรสากล มีการหยุดงานและร่วมเฉลิมฉลองนับแต่นั้นมา”
เมื่อสิงห์เล่าจบ ก็มีการสนทนากัน ประเด็นหลักที่พูดคุยกันคือการเคลื่อนไหว ทางสายกรรมกร แม้ว่าเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้วจะมีการบุกจับกุมกรรมกรและที่ปรึกษา แต่ว่าการเคลื่อนไหวของสหภาพต่างๆ ก็มิได้ลดถอยลง การทำงานด้านลึกยิ่งเข้มข้นขึ้น สุดท้ายได้มีการร่วมร้องเพลง แองเตอร์นาซิอองนาล ที่มีเนื้อหาท่วงทำนองหนักแน่นและทรงพลัง
ทุกคนทยอยกลับ พี่นิดย้ำเรื่องชิงชัยจะเดินทางอีกครั้ง
“ยุทธ วันมะรืนเอาของไปเยอะ ๆก็ได้ไม่เป็นไร เอาไว้ให้คนข้างบนใช้ แต่ต้องแบกไหวนะ”
“ครับ” ยุทธรับคำ
3 พฤษภาคม
ตอนเย็นวันที่ 3 พฤษภาคม ชิงชัยแว่บขึ้นไปที่ภัตตาคารพงหลี อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
“มื้อเที่ยงวันเสาร์ที่ 29 พค. ผมจะจองห้องเลี้ยงวันเกิดคุณย่า” เขาแจ้งความประสงค์
“เต็มแล้วค่ะ” พนักงานตอบสุภาพ
“งั้นจองโต๊ะที่นั่งได้สักสิบคนก็ได้ครับ”
เมื่อพนักงานรับคำ เขาก็เดินออกจากร้าน แล้วเดินอ้อมไปฝั่งโรงพยาบาลราชวิถี ขณะนี้เป็นเวลาหกโมงเย็น ผู้คนกำลังเดินกันขวักไขว่สับสน
ใต้เงาสนร่มครึ้ม รถตู้สีขาวคันหนึ่งวิ่งมาจอดที่ถนนด้านใน ตรงจุดที่พวกเขาเกือบดวลปืน กับกลุ่มชายนิรนามเมื่อต้นเดือนมีนาคม คนที่นั่งคู่กับคนขับเปิดประตูรถลงมา เดินไปเปิดประตูข้างรถออกแล้วมายืนเตร่อยู่หน้ารถ ชิงชัยยิ้มออกเมื่อเห็นผ้าขาวม้าคาดเอว และหนังสือพิมพ์ในมือขวาของชายคนนั้น ชั่วอึดใจเดียวก็มีคนทยอยเดินมาที่รถ แต่ละคนสะพายกระเป๋าเดินทาง ออกมาจากโรงพยาบาลบ้าง จากป้ายรถเมล์บ้าง พอมาถึงรถทุกคนก็จะควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดหน้า ซับเหงื่อ แล้วถามคนขับว่า
“ผ้าป่าหนองไผ่ใช่ไหม”
คนขับกลับตอบว่า “มีข้าวอยู่บนรถ”
ชิงชัยยืนสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง จนเห็น‘แทน’คนจากสายกรรมกรที่เคยพบกันขึ้นรถแล้ว จึงเดินไปที่รถบ้าง ถามตอบด้วยรหัสสัญญาณเดียวกัน เขาขึ้นรถเป็นคนที่สี่ ครู่เดียวผู้โดยสารคนที่ห้าก็วิ่งกระหืดกระหอบมา
“ขอโทษครับมาช้าไปหน่อย” ชายหนุ่มผอมสูง กำลังจะก้าวขึ้นรถ
“ขอโทษคุณจะไปไหนครับ” คนคาดผ้าขาวม้าถาม ทำให้อีกฝ่ายชะงัก และยืนงงอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกออก “รถผ้าป่าหนองไผ่ใช่ไหมครับ”
“มีข้าวอยู่บนรถ” คำตอบยังเป็นคำตอบเดิม
ทุกอย่างเรียบร้อย เขาปิดประตูเดินไปนั่งข้างคนขับ
รถค่อย ๆเคลื่อนออกไปท่ามกลางการจรจรที่หนาแน่น ชิงชัยมองออกไปนอกหน้าต่าง เขาเห็นรูปปั้นทหารที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นึกถึงคำถามที่มีคนตอบไม่ได้เยอะแยะ ว่ารูปปั้นทหารที่ยืนอยู่รอบอนุสาวรีย์มีกี่คน คนส่วนใหญ่มักตอบว่า 4 เพราะมีถนนพุ่งเข้ามาอนุสาวรีย์ 4 เส้น แต่จริง ๆแล้ว มีรูปปั้นทหาร 5 คน
คนขับรถตู้เร่งความเร็วแซงรถคันอื่นไปด้วยความชำนาญ แต่พอออกนอกเมืองก็แวะปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง เติมน้ำมันเสร็จก็พักรถอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นรถก็พุ่งขึ้นเหนือไปเรื่อย ๆ ทิ้งความสับสนอลหม่านของกรุงเทพ ฯไว้เบื้องหลัง บรรยากาศการเดินทางเริ่มผ่อนคลาย
“ผมชื่อวิชาญ แล้วนี่มานะ” คนขับรถแนะนำตัว และแนะนำคนคาดผ้าขาวม้า
บนรถมีข้าวห่ออยู่จริง ๆ นี่เป็นประสบการณ์ของวิชาญกับมานะ ว่ามีเสบียงไว้ก่อนย่อมดีกว่า
“ใครไม่ได้ทานข้าวเชิญได้เลยนะครับ แต่ถึงทานแล้วก็เก็บไปคนละห่อ ไม่แน่คืนนี้คุณต้องกินข้าวเพื่อเพิ่มแรงอีกครั้ง ของที่คุณเห็นอยู่เต็มรถนี่ จะขนลงไปพร้อมคุณ ยกเว้นของสองชิ้นผมจะเอาไปถวายวัดตอนขากลับ”
ชิงชัยเห็นกระทะใบบัวขนาดใหญ่ หม้อหุงต้มใบใหญ่สองสามใบ ที่เคยเห็นเฉพาะเวลามีงานบุญงานเลี้ยงตามบ้านนอกเท่านั้น
“พวกคุณตั้งชื่อแล้วก็แนะนะตัวเองเลยนะ” มานะบอกอีกครั้ง
ชิงชัยยังคงใช้ชื่อยุทธเหมือนเดิม หนุ่มร่างสูงใส่แว่นซึ่งขึ้นรถคนสุดท้ายใช้ชื่อ “มนต์”
ผู้โดยสารห้าคน ชายสี่หญิงหนึ่ง คนขับมือหนึ่งและสองนั่งหน้าอีกสองคน ทั้งเจ็ดคนนี้ตกลงกันว่า พวกเขากำลังจะไปเที่ยว เพชรบูรณ์และจะเอาของไปถวายวัดด้วย
หล่มสัก เวลาค่ำ
แสงไฟข้างทางหายไป เมื่อพ้นเขตชุมชนออกมาเพียงเล็กน้อย รถแล่นฝ่าความมืดไปทิศไหน ชิงชัยก็ตอบไม่ได้ นอกจากมองฝ่าความมืดข้างทาง พลางครุ่นคิด ลึก ๆแล้วเขาไม่รู้เจตนาของจัดตั้งที่ส่งมาดูงานในเขตฐานที่มั่น จนถึงช่วงเวลานี้เขายังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคแต่อย่างใด แต่โดยส่วนตัวก็ต้องการรู้ว่า ฐานที่มั่นมีสภาพอย่างไร ถ้าต้องถอยเข้าไปหลบภัยจะเหมาะสมหรือไม่ เพื่อน ๆบางคนชวนไปเมืองนอก สำหรับเขา เมืองไทยคือบ้าน ช่วงกลางปี 18 หลังจากมีการลอบยิงผอ.ช่างกลพระรามหก หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งเดือน ชาติชายนักศึกษาหนุ่ม มือดีของช่างกลพระรามหก ที่เคยร่วมงานกัน ก็ถูกดักยิงบนรถเมล์ ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ระวังตัวแจ ส่วนใหญ่จะทำงานอยู่ในถ้ำ (รามคำแหง) ไม่ออกไปไหน แต่ถ้าออกไปก็ต้องมีปืนอย่างน้องสองกระบอก บางทีก็มีคนหิ้วลูกซองห้านัดตามไปด้วย
ช่วงนั้นเพื่อนหลายคน หลบภัยคุกคามไปแล้ว มาถึงวันนี้ เขารู้ตัวว่าสายไปแล้วที่จะหลบออกไปจากเวทีนี้ เพียงแต่คิดว่ายังพออยู่ได้ แม้จะเหลือเวลาไม่นาน
สำหรับงานภายใน หลังจากที่พี่แสงถูกลอบสังหาร เขาคงจะเป็นคนรับงานต่อ แต่จัดตั้งไม่เคยพูดอะไรถึงพี่แสงเลย เขาได้แต่คาดเดาเอาเองเท่านั้น และสัญญากับตัวเองว่าจะทำงานต่อไปให้ถึงที่สุด แม้ว่ารูปแบบวิธีทำงานจะต่างกันก็ตาม
มีเรื่องหนึ่งที่เขาไม่เคยพูดกับใคร เขามีความคิดเหมือนกับคนหนุ่มหลาย ๆคน ที่คิดจะบริหารประเทศนี้ด้วยตนเอง นั่นหมายความว่าเขาจะต้องมีอำนาจ และถ้าอำนาจนั้นจะได้มาโดยผ่านการปฏิวัติ เขาควรจะรู้ว่าความเป็นจริงในขบวนปฏิวัติเป็นอย่างไร กลับไปเที่ยวนี้อย่างน้อยต้องบอกคมแสงได้ว่า ในกอไผ่มีอะไร
ก่อนสี่ทุ่มเล็กน้อย รถชะลอลงแล้วจอดข้างทาง
“ช่วยกันขนของลงหน่อย อย่าฉายไฟนะ”
คนขับบอกเบา ๆก่อนจะเปิดรถลงไป ไม่รอให้สั่งซ้ำ ทุกคนรีบลงจากรถ ช่วยกันคนละไม้ละมือ ขนของลงมากองข้างถนน ชิงชัยคลำทางไปในความมืด ต่ำจากไหล่ทางเป็นทางลาดลง เพียงชั่วอึดใจข้าวของมากมายก็ลงมากองอยู่ในร่องถนนเรียบร้อย นอกเหนือจากพวกเขาสี่ห้าคน มีคนก้าวออกมาจากเงามืดช่วยขนของอย่างว่องไว และมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ชิงชัยมองไม่เห็นชัดว่ามีกี่คน รู้แต่ว่าพวกเขาแต่งชุดคนในเมืองเหมือนพวกเขา ไม่ใช่ชุดทหารป่า ชั่วพริบตา คนพวกนั้นก็วิ่งกรูขึ้นไปบนรถ คนขับรถกับคนมารับจับไม้จับมือกัน ก่อนรถจะเคลื่อนจากไปอย่างรวดเร็ว
ชิงชัยหันกลับมา สายฟ้าแลบอยู่ไกล ๆแต่ก็สว่างพอมองเห็นเงาสะท้อนของอาร์ก้า พร้อมกับใบหน้าเกลี้ยงเกลาของเด็กหนุ่มสามคน ภายใต้หมวกสีเขียว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นปืนอาร์ก้าอย่างใกล้ชิด พวกเขาจัดแจงผูกสัมภาระอย่างว่องไว กระทะใบใหญ่ถูกผูกติดไว้กับบาโล(เป้สนาม) และข้าวของต่าง ๆถูกผูกมัดเพื่อให้เป้ได้สะดวก จากนั้นก็แบกขึ้นหลัง
ขบวนทั้งหมดเคลื่อนจากริมถนนขึ้นเนินเล็ก ๆผ่านไร่ข้าวโพด สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ....มุ่งหน้าสู่เขตป่าเขา ...ฐานที่มั่นเขาค้อ
พวกสหายคงมีประสบการณ์ในการมารับคนเมืองอยู่บ่อย ๆ จึงเดินพลางพักพลาง หลังจากช่วงแรกเร่งรีบเดินทางให้พ้นจากเขตอันตรายในเขตจรยุทธ ที่อาจพบชาวบ้านขึ้นมาหาของป่า หรือพวกทำไม้ได้ กว่าจะได้พักก็ตีสอง
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากกินข้าวห่อจากในเมืองที่พกมาด้วย...อาหารคนเมืองมื้อสุดท้าย กระเป๋าของชิงชัยถูกปรับให้เป็นเป้แบกขึ้นหลัง แล้วก็ออกเดินทางต่อ มุ่งเข้าเขตป่าลึก การเดินทางไม่ได้เร่งรีบ แต่ก็เดินจนถึงบ่ายก็หยุดพักบนสันภูแห่งหนึ่ง
“พักที่นี่ก่อนสหาย คืนนี้เราจะนอนที่นี่” สหายซื่อ ที่ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วย หันมาบอก เมื่อเดินมาถึงจุดพักบนสันเขาที่เหมาะจะใช้เป็นที่นอนได้
คืนนั้นชิงชัยและ ‘สหายใหม่’นอนหลับเป็นตายอยู่บนพื้นดิน โดยไม่รู้ว่าทหารที่มารับผลัดเวรกันเฝ้าเวรยามดูแลพวกเขาตลอดคืน
การเดินทางในวันรุ่งขึ้น เส้นทางส่วนใหญ่จะอยู่บนสันภู สิ่งที่เห็นรอบตัวคือ ภูเขา..ป่าทึบ..ต้นไม้ใหญ่ล้มขวางทาง.. ภูเขา..ทุ่งหญ้าคา..ป่าไผ่...ก้อนหินขนาดใหญ่ หลายจุดเป็นมุมที่สวยงาม มองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อน เป็นความสวยงามและสดชื่นที่ต้องใช้เรี่ยวแรงและหยาดเหงื่อแลกมา นี่เป็นครั้งแรกที่ชิงชัยเข้าป่ามาลึกถึงขนาดนี้ กระเป๋าบนหลังยังพอแบกไหว แต่พอตกบ่ายก็รู้สึกหนักขึ้นทุกที ไม่มีใครถามสหายม้งว่าจะถึงฐานที่มั่นเมื่อไหร่อีกแล้ว เพราะจะได้คำตอบว่า “เดี๋ยวก็ถึงแล้ว” อยู่คำเดียว
บ่ายสามตรง ชิงชัยเดินขึ้นเนิน มีเพื่อนจากในเมืองคนหนึ่งเดินถือไม้เท้านำหน้า ฉับพลันก็ได้ยินเสียงร้องเพลงจากคนหลายคนดังแทรกความเงียบและเหน็ดเหนื่อยขึ้นทันทีว่า
“เราเป็นทหารของประชา จับอาวุธขึ้นมาปลดปล่อยไทย จะอยู่ป่าอยู่เขาลำเนาไพร
ตัวของเราจะไม่ทอดทิ้งปืน ในป่าเขาเราถือว่าเป็นบ้าน ทหารหาญของประชาล้วนหน้าชื่น
ความเป็นธรรมอยู่กับเราทุกวันคืน เราจะยืนหยัดสู้เพื่อประชา…”
 พอเลี้ยวโค้งอ้อมกอไผ่ เสียงเพลงก็ดังชัดเจนขึ้น ภาพที่ปรากฏตรงหน้า คือทหารป่าในชุดสีเขียวขี้ม้าเก่า ๆมีรอยปะ ทั้งหญิงชายประมาณสิบคนสะพายอาวุธ ยืนตั้งแถวรออยู่พร้อมกับปรบมือร้องเพลง เมื่อพวกเขาเดินผ่านก็จับมือทักทาย ด้วยประโยคที่ฟังดูแปลก และสำเนียงแปลก
“สบายดี สหาย”
ที่นี่น่าจะเป็นสำนักชั่วคราวที่ตั้งขึ้นเป็นพิเศษ แยกจากสำนักอื่น ๆบนฐานที่มั่น เพื่อรองรับการมาเยี่ยมเยือน หรือศึกษาการเมืองของหน่วยงานจากในเมืองหรือจากเขตชนบทตีนภู สหายหญิงคนหนึ่ง เอาเสื้อผ้าชุดทหารใหม่เอี่ยมมาให้ทุกคนเปลี่ยน ชุดทหารผ้าฝ้ายหลวม ๆ ใส่สบายตัว จากนั้นทุกคนเข้าที่พัก อาบน้ำพักผ่อน จนได้ยินเสียงนกหวีดรวมพลเมื่อเวลาห้าโมงเย็น
อาหารมื้อเย็นนั้นคือข้าวโพดป่นหุงผสมกับข้าวสวย มีการฆ่าหมูหนึ่งตัว เนื้อปนมันหั่นผัดเผ็ด เครื่องปรุงคือข่าป่าโขลกกับพริกขี้หนูที่ชิงชัยเห็นขึ้นอยู่ตามข้างทางที่เดินผ่านมา สหายที่ไปรับอธิบายว่าไม่มีใครปลูก แต่นกถ่ายมูลแล้วงอกเป็นต้นพริกขึ้นมา มีหมูปนมันชิ้นโตต้มเคี่ยวใส่เกลือพอเค็ม น่าจะเป็นการถนอมอาหารไว้กินมื้อต่อไปด้วย ครกไม้ไผ่ยกมาวางทั้งครก พริกขี้หนูสวนตำกับเกลือเผ็ดจัดกินกับฟักทองต้ม และพี่เลี้ยงตักน้ำต้มฟักทองมาให้กินแก้เลี่ยนด้วย และมื้อต่อมาก็จะมีฟักเขียว มะละกอ อย่างใดอย่างหนึ่งต้มน้ำกินเป็นน้ำซุปอย่างนี้ทุกมื้อ ชิงชัยกลืนข้าวปนข้าวโพดแข็งฝืดคอ แม้จะรู้ว่าอาหารมื้อนี้คงเป็นมื้อพิเศษ สหายที่นี่คงไม่ได้กินเนื้อสัตว์กับบ่อย ๆแน่นอน
ประมาณหนึ่งทุ่ม เสียงนกหวีดรวมพลดังขึ้นอีกครั้ง ‘สหายใหม่’ทุกคนมารวมกันที่ลานหน้ากระท่อมหลังหนึ่ง ทุกคนแนะนำตัวกันอีกครั้ง สหายนำของสำนักที่ชิงชัยพบตั้งแต่แรกสองคน กล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ และค่ำนี้มีสหายเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง
“ผมชื่อล่า จะมาอยู่กับสหายที่นี่ ช่วงฝึกการทหาร” สหายม้งร่างเล็ก วัยสามสิบเศษ แนะนำตัวเองด้วยท่าทีสุภาพ อ่อนน้อม เขาเป็นผู้หมวดจากกองร้อยเคลื่อนที่ ที่ทำหน้าที่สู้รบอยู่แนวหน้า
“ก่อนอื่นเรามาวางแผนการทหารกันก่อนนะสหาย ที่นี่เป็นฐานที่มั่น ปลอดภัยในระดับหนึ่งก็จริง แต่เราจะไม่ประมาท จากสำนักนี้ขึ้นไปทิศเหนือ และทิศตะวันออกเป็นภู ถ้ามีเครื่องบินมาวน ให้หนีขึ้นไปเพราะมีถ้ำที่หลบภัยได้ ส่วนทิศใต้เป็นห้วย อยู่ที่ต่ำไม่มีที่กำบัง” ผู้หมวดล่าชี้มือประกอบ “ทิศตะวันตกคือทางเข้า ฉะนั้นสปายสายลับก็อาจจะมาทางทิศนี้ได้ คนอยู่ยามต้องระมัดระวังให้ดี” เขาหันไปทางทหารชายห้าหกคนที่ทำหน้าที่ทหารพิทักษ์ และรับผิดชอบดูแลสำนัก “รหัสถอย เราจะใช้ว่า ‘ยิงเบ’ รหัสบาดเจ็บใช้ว่า‘ระเบิด’ ก็แล้วกัน สภาพทั่วไปของสำนักต่าง ๆบนฐานที่มั่นจะคล้ายที่นี่ คืออยู่ใต้ร่มไม้ที่เครื่องบินสอดแนมของข้าศึกตรวจหาไม่พบ การก่อไฟต้องระวังเรื่องควันไฟในกลางวัน และกลางคืนต้องระวังแสงไฟ เพราะจะถูกสังเกตเห็นได้ง่าย ถ้าเสียลับก็จะต้องย้ายสำนักกันเลย” ผู้หมวดล่าจบคำพูดแค่นั้น
“ที่ผู้หมวดล่าวางแผนนั้นเพื่อความรอบคอบ ไม่ได้หมายความว่าเราจะถูกโจมตีกลางคืนนะสหาย” สหายนำร่างท้วม สำเนียงชาวใต้พูดยิ้ม ๆเมื่อเห็นสีหน้าบางคนเคร่งขึ้น และบรรยากาศก็เริ่มผ่อนคลาย เมื่อเขาขอให้สหาย‘ยุทธ’ เล่าสถานการณ์ความตึงเครียดในเมืองให้ทุกคนฟัง
เช้าแรกชิงชัยกับเพื่อนตื่นนอนด้วยเสียงนกหวีดตามเคย เขาเริ่มชินเสียงนกหวีดบ้างแล้ว ผู้หมวดล่านำออกกำลังกายแปดจังหวะ เพื่อบริหารร่างกาย แล้วปล่อยให้เป็นเวลาส่วนตัว จนกว่าจะถึงเวลาอาหารเช้า ตอนเจ็ดโมงครึ่ง
นอกจากทหารประมาณหนึ่งหมู่แล้ว ที่นี่มีทหารหญิงอีกสามสี่คนผลัดเวรกันทำอาหารทุกมื้อเรียกว่า‘พี่เลี้ยง’ ที่นี่มีพี่เลี้ยงเป็นคนกรุงผิวขาวมากคนหนึ่ง ชื่อสหายหน่อย อีกคนหนึ่งเป็นชาวอีสานชื่อสหายรัตน์ ทำให้สื่อสารเข้าใจได้ง่าย วันต่อมาชิงชัยได้คุยกับสหายหญิงสองคนนี้มากขึ้น จึงรู้ว่าสหายรัตน์เป็นลูกหลานผู้ปฏิบัติงานที่เข้าป่าจากทางอีสาน ตอนที่สหายรัตน์กับสหายนุชน้องสาว ยังเป็นเด็กเล็ก ๆถูกฝากเลี้ยงไว้ในหมู่บ้าน จนอายุสิบกว่าขวบ จึงติดตามพ่อแม่เข้าสู่เขตป่าเขา แม้ทุกวันนี้สหายรัตน์ก็ยังไม่ได้พบหน้าพ่อ เนื่องจากพ่อทำงานอยู่ในเขตงานอื่น ไม่รู้ว่าหน้าตาพ่อเป็นอย่างไร มีแต่แม่เท่านั้นที่อยู่เขตเขาค้อ ชีวิตของคนปฏิวัติช่างยากลำบากและเสียสละจริง ๆ
สำนักที่นี่มีกระท่อมหลังเล็ก ๆสามสี่หลัง ทุกอย่างยังดูใหม่เอี่ยม ใบค้อมุงหลังคายังเป็นสีเขียวเข้ม โรงครัวเล็ก ๆมีกระทะใบบัวขนาดเล็กกว่าที่ลำเลียงมาพร้อมพวกเขา วางอยู่บนเตาที่ขุดเนินดินลึกเข้าไป กลางห้องครัวมีโต๊ะทำจากไม้ไผ่สับฟาก ส่วนม้านั่งยาวสองข้างทำจากไม้ขนาดต้นมะละกอ ถากด้านหนึ่งให้เรียบวางบนง่ามไม้ หวดนึ่งข้าวหรือ ‘จู’ ทำจากต้นไม้ทั้งต้น ตัดสั้นเจาะเนื้อไม้ข้างในออก สานไม้ไผ่ตาถี่รองก้นหวด ครั้งแรกที่เห็นควันกรุ่นจากหวด เขาคิดว่าที่นี่กินข้าวเหนียว แต่ความจริงเป็นข้าวเจ้าที่หุงตามแบบม้ง
หลังจากศึกษาทฤษฎีการเมือง สลับกับการทหารสามสี่วัน ชิงชัยกับเพื่อน ๆก็มีโอกาสไปเที่ยวชมการทำงานของสำนักต่าง ๆ
สำนักพลาธิการ เป็นสำนักที่ถือว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าโรงพยาบาล เพราะเป็นคลังอาวุธ และเครื่องอุปโภคบริโภคทุกชนิด ที่ซื้อจากในเมือง ลำเลียงจากแนวหลัง และซื้อหาจากชายฐานที่มั่น ที่นี่ชิงชัยได้คุยกับ‘หน่วยเย็บผ้า’ สามสี่คน เป็นทหารหญิงที่มีครอบครัวแล้ว แต่หัวหน้าหน่วยเป็นสาวโสดจากในเมือง เขาเดาว่ามาจากสายงานกรรมกร สหายอำไพเป็นหญิงสาวหน้าตาดีมาก เธอทำหน้าที่หัวหน้าหน่วย สอนพวกทหารหญิงเย็บชุดทหาร เย็บบาโล ซองกระสุน ,ระเบิด และปะซ่อมแซมเครื่องใช้เหล่านี้ของทหารด้วย ยกเว้นเสื้อผ้าที่ทหารเย็บปะซ่อมแซมเอง ฝีมือเย็บผ้าของคนม้งเหมือนงานศิลปะก็ว่าได้ เขาเคยเห็นรอยปะเสื้อผ้าของทหารม้งมาแล้ว ยังคิดว่าเย็บด้วยจักรเสียด้วยซ้ำ
“ทุกเดือนจะมีทหารมาเบิกของที่นี่” สหายอำไพเล่า
“แล้วมีสนองให้ทุกอย่างไหมครับ” ชิงชัยถาม
“ไม่ค่อยมีหรอก” สหายอำไพยิ้มตาหยี “น้อยมาก โดยเฉพาะของที่จำเป็นมาก ๆเช่นถ่านไฟฉายก็ต้องให้สหายแนวหน้าก่อน สหายแนวหลังก็น้อยใจ ว่าเขาก็ลำบากเหมือน ทำปฏิวัติเหมือนกัน ทำไมไม่ได้ของใช้เหมือน ๆ กัน เสื้อผ้าบางทีก็ไม่มีให้เบิก เพราะลำเลียงผ้าจากในเมืองไม่ได้ หน้าที่เบิกจ่ายของไม่มีใครอยากทำหรอก เพราะของมีไม่พอจ่าย ถึงจะประหยัดกันที่สุดแล้วก็ตาม แล้วต้องมีความยุติธรรมมากด้วย เบิกจ่ายตามความจำเป็นไม่ใช่เพราะสนิทสนมคุ้นเคยแล้วจะได้ของมากกว่าคนอื่น” เธอเล่าหัวอกพลา ฯให้ฟัง
“ต่อไปคงยิ่งลำบากกว่านี้ เพราะเราถูกปิดล้อม คนในฐานที่มั่นก็มากขึ้นด้วย” เธอจบคำปรารภแต่เพียงนั้น หันมาถามไถ่เรื่องการเดินทางและชีวิตความเป็นอยู่ในสำนักชั่วคราวของพวกเขาแทน
สำนักโรงพยาบาล อยู่ห่างจากสำนักพลาธิการแค่เดินสิบนาที เป็นสำนักใหญ่พอควร มีทหารอยู่จำนวนมากทั้งหญิงชาย ทั้งคนโสดและที่แต่งงานแล้ว กระท่อมทุกหลังเหมือน ๆกัน คือมุงด้วยใบค้อที่เป็นสีน้ำตาลแล้ว ไม่ใช่สีเขียวเหมือนสำนักชั่วคราว
หัวหน้าสำนักเป็นผู้หญิงชื่อหมอพจน์ น่าจะแก่กว่าชิงชัยสักสองสามปี เป็นสาวผิวขาวเหมือนสหายหน่อย ท่าทางกระฉับกระเฉง และพร้อมให้บริการจริง ๆ
“ที่นี่ตอนหน้าฝนศัตรูไม่เปิดยุทธการ เราจะให้สหายแนวหน้ามาผ่าไส้ติ่งกัน เผื่อเวลาออกไปเคลื่อนไหวไกลฐานที่มั่นจะได้ไม่ต้องกลัวปวดไส้ติ่ง ส่วนพวกพยาบาล นักรบอนามัยก็จะจัดศึกษายกระดับกันทุกปี ถือว่าหน้าฝนได้มีโอกาสหายใจบ้าง” หมอพจน์นำชมห้องผ่าตัด ที่เป็นห้องโล่ง ๆธรรมดา มีเตียงแคบ ๆสูงอยู่กลางห้อง
“นี่เป็นเตียงผ่าตัด เวลาจะผ่าก็ต้องเอาน้ำยาฆ่าเชื้อมาราดพื้น เพราะเป็นพื้นดินสกปรก”
ชิงชัยมองพื้นดินเรียบแน่น ไม่มีกองไฟ ไม่มีฝุ่นเหมือนกระท่อมอื่น ๆที่เคยเห็น แหงนมองหลังคา มุงด้วยแผ่นไม้สั้น ๆมีเดือยเกาะ ตรงกับเตียงผ่าตัดมีช่องใส่แผ่นพลาสติกใสไว้ ทำให้ห้องสว่างขึ้นเล็กน้อย
“เรายังยากลำบากอยู่มาก ก็ทำได้แค่นี้ อีกหน่อยมีพวกสหายขึ้นมาช่วยกัน ก็คงก้าวหน้าไปกว่านี้อีกมาก” หมอพจน์เล่าสีหน้ายิ้มแย้ม
ที่ลานหน้ากระท่อมที่เรียกว่า ‘ห้องยา’ ชิงชัยเห็นหมอฟันที่เรียนจบจากจีนกำลังถอนฟัน อุดฟันให้ทหารอยู่ เครื่องกรอฟันของทันตแพทย์เท้าเปล่า ใช้เท้าเหยียบให้วงล้อคล้าย ๆจักรเย็บผ้าหมุน ต่อสายไปที่เครื่องกรอฟัน ทำให้เครื่องกรอฟันหมุนอีกที ด้วยวิธีนี้ก็ไม่ต้องพึ่งไฟฟ้า สามารถยกไปให้บริการที่ไหน ๆก็ได้
ห้องยาของแผนกยาป่า มีเตาอบสมุนไพรมากมายหลายสิบชนิด ทั้งหั่นแว่น ใบ ราก วางอยู่บนแผ่นสังกะสีที่ก่อไฟไว้อ่อน ๆ กลิ่นหอมโชยออกไปทั่วสำนัก ป่าเขาค้อยังอุดมสมบูรณ์ จึงมีสมุนไพรมากมายหลายชนิด แต่เดิมหมอยาป่าเล่าว่า รักษากันด้วยยาสมุนไพรที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย แต่วันนี้มีหมอจีนขึ้นมาจากในเมือง ทำให้ความรู้เรื่องสมุนไพรกว้างขึ้น สามารถรักษาโรคได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
กระท่อมหลังยาวสองหลัง หลังละประมาณสิบเตียง คือเรือนคนไข้ของทหารแบ่งหญิงชาย ส่วนชาวบ้านที่ถูกส่งมารักษาจากหมู่บ้านในฐานที่มั่น จะมีกระท่อม ที่แต่ละหมู่บ้านมาสร้างไว้เองและเอาข้าวปลามาหุงหากินเอง
หมอพจน์พาเดินไปที่เรือนพักฟื้น เพื่อเยี่ยมคนไข้ที่เหยียบกับระเบิดขาขาดคนหนึ่ง “ประสิทธิ์เป็นไงบ้างเช้านี้” หมอพจน์ทักคนไข้ของเธอ
ทหารม้งคนหนึ่งกึ่งนั่งกึ่งนอน เมื่อเห็นว่ามีคนเดินตามหมอพจน์มาสี่ห้าคน ประสิทธิ์ก็ทำท่าลุกนั่ง
“เป็นไงมั่ง ปวดมากไหม” หมอพจน์นั่งลงข้าง ๆคนไข้
“ตอนกลางคืนปวดมาก”
“แต่พอทนได้ใช่ไหม”
ประสิทธิ์พยักหน้า
“สหายเราไปเหยียบทุ่นระเบิดที่เขาค้อ ได้สัปดาห์หนึ่งแล้ว เสียเลือดมาก เพราะกว่าจะหามมาถึงโรงพยาบาลก็ไกลมาก” หมอพจน์เล่าให้ชิงชัยกับเพื่อน ๆฟัง
หน้าตาคนไข้ซีดเซียว เขายื่นมือมาจับกับทุก ๆคน ชิงชัยชะงัก มองขาซ้ายที่เหยียบทุ่น ผ้าพันแผลมีรอยเลือดซึมพันไว้รอบข้อเท้าที่ไม่มีฝ่าเท้า จึงเหมือนพันด้ามจอบด้ามเสียมไว้เท่านั้น
“ผมรู้สึกเหมือนมีเท้าอยู่นะ บางทีรู้สึกคัน ๆก็ยังเอามือมาเกา” คนไข้เล่า
“ประสาทมันถูกตัดไปกะทันหัน ทำให้เจ้าตัวอาจจะยังคิดว่ามีเท้าอยู่” หมอพจน์ยิ้มกับคนไข้อย่างอ่อนโยน
“หมอพจน์ ผมไม่มีขาแล้ว เดินไม่ได้แล้ว”เสียงคนไข้แปรเปลี่ยนไปฉับพลัน น้ำเสียง สีหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้
“ไม่เป็นไรนะสหาย ถึงจะไปแนวหน้าไม่ได้ แต่งานแนวหลังที่สหายทำได้ก็มีอีกเยอะ”
“กู๋(ผม)ไม่อยากเป็นทหารแล้ว แต่กลับไปอยู่หมู่บ้านก็ทำไร่ทำนาไม่ได้แล้ว” คราวนี้ประสิทธิ์ร้องไห้โฮ ซบหน้าลงกับฝ่ามือ ชิงชัยนิ่งอึ้ง อยากปลอบใจคนเจ็บ อยากพูดอะไรก็ได้ แต่ไม่มีคำพูดหลุดออกมาสักคำ ได้แต่ยืนเป็นใบ้อยู่อย่างนั้น หูได้ยินแต่เสียงปลอบโยนของหมอพจน์ จนกระทั่งประสิทธิ์ค่อยสงบลง
ชิงชัยกลับจากโรงพยาบาล ภาพของทหารพิการคนนั้นยังติดตา การสู้รบที่เขตเขาค้อคงดุเดือดไม่น้อย เขาเริ่มได้กลิ่นคาวเลือดหลังควันปืนแล้ว
กองไฟลุกโชนกลางกระท่อมหลังเล็ก ๆ ให้ทั้งความอบอุ่นและมีแสงสว่างพอมองเห็นว่า คืนนี้มีคนนั่งล้อมวงศึกษากันอยู่ โดยมีสหายนำร่วมด้วยตามเคย
“หลายวันมานี้ สหายคงได้เห็น ชีวิตและความเป็นจริงของการปฏิวัติ ความยากลำบากและปัญหาต่าง ๆ ที่จริงไม่มีใครอยากมาอยู่ในที่ยากลำบากอย่างนี้ แม้แต่คนม้ง เมื่อก่อนชีวิตของพวกเขาก็เหมือนคนชนบท ก็มีความสุขสบายพอสมควร แต่ถูกบีบคั้นรังแกจากอำนาจรัฐ จึงต้องหาทางสู้ ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ของเราก็เช่นกัน ก่อตั้งพรรคมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2485 ตั้งแต่รุ่นพี่หรือรุ่นพ่อ ในสมัยสงครามก็ร่วมต่อต้านญี่ปุ่น แต่พรรคทำงานเปิดเผยอยู่ได้เพียงสิบปี ในปี 2495 พวกชนชั้นปกครองก็หลงเชื่ออเมริกา กลัวว่าประเทศจีนคอมมิวนิสต์จะบุกมายึดประเทศไทย ออกพ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ มาปราบปราม และจับกุม ทำให้ชาวพรรคต้องลงไปต่อสู้ใต้ดิน แต่การปราบปรามก็ดำเนินต่อไปอย่างหนัก โดยเฉพาะหลังปีพ.ศ 2500 ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ได้รับการหนุนหลังจากอเมริกา สำหรับพวกเราถ้าไม่ถูกจับขังก็ถูกประหารชีวิต ไม่ต้องพูดถึงหนทางต่อสู้แบบประชาธิปไตย ตามวิถีทางรัฐสภา จนถึงปี 2504 เมื่อไม่สามารถอยู่ในเมืองได้ ก็ต้องตัดสินใจถอยเข้าเขตชนบท บางส่วนก็เข้าป่าเตรียมติดอาวุธสู้ จนถึงวันนี้ผ่านไป 15 ปี จากคนไม่กี่คนที่เข้ามาฝังตัวในเขตชนบท เคลื่อนไหวอยู่ในเขตป่าเขา เราค่อย ๆสะสมกำลังสร้างกองกำลังอาวุธขึ้นมาได้ ถึงวันนี้เราจึงมีฐานที่มั่น และอำนาจรัฐเล็ก ๆ ซึ่งเราจะต้องรักษาไว้และขยายให้ใหญ่ขึ้น”

|