FO3P.NET : บ้านสามจังหวัด


หน้าแรก arrow บ้านเมือง arrow บุญส่ง ชเลธร การกลับมาของปีกแดงในดงเหลือง "ผมไม่มีประสบการณ์เล่นเกมการเมือง"
05 ก.ย. 2010 18:16น.
หน้าแรก
ทรรศนะ
ปฏิวัติบนสายรุ้ง
จากน้ำจวงถึงวัดสามแสงธรรม
ผู้อาวุโสเบิกบาน
บอกผ่านกาลเวลา
บ้านเมือง
บันเทิง
งานร้อยดวงจิต 53
เมนู อื่นๆ
แนะนำวิธีสมัครสมาชิก
ส่งข่าวสารถึงผู้ดูแลเว็บไซต์
ขอคำแนะนำจากทุกท่าน
โฟโต้ แกลเลอรี
โครงการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์
โครงการวัดสามแสงธรรม
ใส่ใจปัญหาสุขภาพ
งานร้อยดวงจิต ๒๕๕๑
งานร้อยดวงจิต ๒๕๕๒
แลไปข้างหน้า
ข่าวจากกรรมการกลุ่มเพื่อนฯ
แจ้งข่าวด่วน ข่าวเฉพาะกิจ
บันทึกของคนผ่านทาง
สวัสดีปีใหม่ 53
กวีกระ-วาด
บุญส่ง ชเลธร การกลับมาของปีกแดงในดงเหลือง "ผมไม่มีประสบการณ์เล่นเกมการเมือง"
เขียนโดย doy   
27 ก.ค. 2010 23:05น.


วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4230  ประชาชาติธุรกิจ


บุญส่ง ชเลธร การกลับมาของปีกแดงในดงเหลือง "ผมไม่มีประสบการณ์เล่นเกมการเมือง"


สัมภาษณ์พิเศษ


     การกลับมาของปีกแดง อดีต 1 ใน 13 กบฏเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 14 ตุลา 2516

ย่อมมีเพื่อนพ้องน้องพี่อยู่ในสังกัด 2 ขั้ว 2 ค่าย ทั้งสีแดง-สีเหลือง

ทั้งฝ่าย นปช.และฝ่ายพันธมิตร

บุญส่ง ชเลธร เพิ่งได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมทางการเมืองไทยได้ 3 สัปดาห์ หลังจากใช้ชีวิตในสวีเดน 30 ปี

ประสบการณ์ส่วนตัวในต่างแดน ทำให้ "บุญส่ง" รู้สึกคุ้นเคยกับเค้าโครงเศรษฐกิจแบบรัฐสวัสดิการ

หลังจากตระเวนไปพบเพื่อน-ปีกแดง "วีระ มุสิกพงศ์" ที่เรือนจำ และเข้าไปที่พรรคเพื่อไทยเพื่อสนทนากับ "สมาน เลิศวงศ์รัฐ" อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน

เขาเปิดใจกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ทั้งเรื่องเพื่อน-การเมือง และพันธะแห่งมิตร


- ในฐานะที่มีเพื่อนอยู่ 2 ขั้ว มองความหวังเรื่องแผนปรองดองของรัฐบาลอย่างไร

ในแง่ของความเป็นเพื่อน ก็แยกเป็นเรื่องหนึ่ง เพราะผมมีเพื่อนทั้ง 2 ฝ่าย แต่ไม่อยากตัดสินเรื่องความถูกต้อง เพราะมีการพูดมาเยอะแล้ว อยากให้สถานการณ์คลี่คลายเอง

แต่การปรองดอง หมายถึงทั้ง 2 ฝ่ายพร้อมปรองดอง สถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันการปรองดองอย่างเป็นนามธรรมแบบนี้คงไม่สำเร็จ

ต้องทำให้ความจริงปรากฏจะรู้ว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด ถ้าเห็นความจริงแล้วก็มีโอกาสเกิดความปรองดอง

- แต่ความจริงการต่อสู้ของแต่ละฝ่ายอุดมการณ์ไม่เหมือนกัน

ใช่...เป็นเรื่องนามธรรม ความจริงของทั้ง 2 ฝ่ายไม่เหมือนกัน ความจริงของอีกคนหนึ่งอาจจะเป็นความเท็จของอีกคนหนึ่ง

แต่ผมและคนอีกจำนวนไม่น้อย ก็ไม่ได้ไปมีส่วนร่วมในการกระพือให้เกิดความ ขัดแย้ง ให้มากไปกว่านี้ ในสังคมไทยมีคนต้องการความสงบสุขมากมายมหาศาล คนเหล่านี้ต้องมาช่วยกันสร้างบรรยากาศใหม่ขึ้นมา

- เป็นความขัดแย้งรุนแรงเพราะผลประโยชน์ขัดกัน ไม่ใช่เพียงคิดต่างกัน

ผมคิดว่าต้องมีไม้บรรทัดวัด ต้องมีกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายมาเป็นตัวพิจารณา แม้กฎหมายบางข้อ จะมีปัญหา แต่ถ้าเอาคนมาเถียงกัน เรื่องอันไหนถูกอันไหนผิด ก็นั่งเถียงกันไม่จบ ผมเชื่อในระบบกฎหมายในกระบวนการยุติธรรม เพียงแต่ผู้รักษากฎหมายต้องรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด

ส่วนที่ถูกมองว่า 2 มาตรฐานนั้นเป็นเพราะคนไม่รักษากฎหมายมากกว่า ตอนนี้ทั้ง 2 ฝ่ายมีคำอธิบายหมดแล้ว ถ้าผมโดดไปคลุกด้วยก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร ในส่วนผมก้าวข้ามจุดนั้นแล้ว

ในต่างประเทศ เช่น สวีเดน เวลาเดินขบวนเขาไม่ได้กดดันเอาชนะรัฐบาล เพราะอำนาจรัฐมาอย่างถูกต้อง มาจากการเลือกตั้งอยู่แล้วไม่มีการซื้อเสียงขายเสียง เพราะฉะนั้นเขามั่นใจในอำนาจรัฐและเขาเชื่อมั่นว่าเขาเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐได้ในการเลือกตั้งสมัยต่อไป

- การชุมนุมในเมืองไทย ไม่ว่าฝ่ายไหนก็อ้างการสูญเสียชีวิตคนในการต่อสู้

คนไทยคิดเรื่องเกมแพ้-ชนะสูงมาก ทุกฝ่ายก็จะอ้างความสูญเสียนี้เพื่อมา ปลุกระดมต่อ

- เตรียมเข้าสู่ระบบการเมืองโดยการลงเลือกตั้งในฐานะสมาชิกพรรคการเมืองใหม่

ผมไม่มีประสบการณ์เรื่องเล่นเกมการเมือง...ผมเห็นด้วยอย่างสูงมากกับคำวิจารณ์เรื่องการเมืองเก่าว่านักการเมืองไร้จริยธรรม น้ำเน่า ซื้อเสียง เข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ดูถูก เหยียดหยามประชาชน ผมเห็นด้วยว่า การเมืองต้องมีการปรับปรุงแก้ไข

- พรรคการเมืองใหม่ถูกมองว่าปกป้องโครงสร้างอนุรักษนิยมระบบเก่า

ปัญหาคือทุกพรรคก็โดนวิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามเหมือนกันหมด ไม่มีพรรคที่บริสุทธิ์ผุดผ่องโดยไม่มีคำวิจารณ์ แต่มันอยู่ที่ตัวเรามากกว่าว่าเรามีความ เชื่ออย่างไร สามารถผลักดันอะไรได้ และผมเชื่อว่าผมผลักดันอะไรได้พอ สมควร

- มองการเมืองไทยกำลังเดินมาถึงจุดไหน

จุดชุลมุน รออีกนิดหนึ่ง ผมไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฝุ่นตลบขนาดนี้ สมัยก่อนตอนหนุ่ม ๆ ก็พูดกันว่า อำนาจรัฐมาจากปากกระบอกปืน แต่สมัยนี้ มาถึงวันนี้ มันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องแล้ว

ในอดีตไม่ซับซ้อนเท่าสมัยนี้ ช่วงนั้น (ยุค 14 ตุลา) ประชาชนต่อสู้กับทหารชัดเจน แต่ปัจจุบันมีเงื่อนไขอื่นสลับซับซ้อนมาก แต่เสรีภาพในการแสดงออกก็มีสูงมาก พูดได้เกือบทุกเรื่อง

- เนื้อหานโยบายที่จะผลักดันในพรรค การเมืองใหม่

ตอนนี้ผมจับเรื่องรัฐสวัสดิการแต่จะประยุกต์ เรียกว่า "ชุมชนสวัสดิการ" ทำให้องค์กรชุมชนเข้มแข็งหาเงินเอง ส่วนภาครัฐต้องให้การสนับสนุนบางส่วน

ในท้องถิ่นไม่ได้เน้นการเก็บภาษีแต่เน้นการช่วยเหลือตัวเอง มีธนาคารชุมชนโดยรัฐสนับสนุนส่วนหนึ่ง

ที่รัฐบาลทำตอนนี้ยังไม่เป็นรัฐสวัสดิการ เพราะรัฐสวัสดิการที่ดีต้องเก็บภาษีสูง ส่วนตัวมองว่าเป็นการหาเสียงระยะสั้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่เขาเสนอขึ้นมาไม่ได้มาจากความเรียกร้องต้องการของประชาชน

นโยบายประชานิยมไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน เพราะเปลี่ยนไปตามนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่เปลี่ยนแปลงไป และทำให้ประชาชนรอรับความเมตตาปรานีที่รัฐจะลดแลกแจกแถม แต่รัฐสวัสดิการจะมองถึงอนาคตของลูกหลาน ประชาชนจะรู้สึกว่าสิ่งที่เขาได้รับเป็นสิทธิที่เขาพึงได้รับ ไม่ใช่การติดค้างหนี้บุญคุณ

คือถ้าเป็นพรรคการเมืองระบบเก่า จะมีความซับซ้อนของระบบอาวุโสในพรรคเยอะ มีความอุ้ยอ้ายของคนเยอะ ระบบอาวุโสคุณมาก่อนผมมาทีหลัง การที่จะแสดงความคิดเห็นไม่ใช่เรื่องง่าย นะครับ

- ภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองใหม่ เป็นพรรคแบบไหน

เป็นพรรคการเมืองที่ยากจนมากไม่มีเงิน แต่ข้อดีคือเป็นคนหนุ่มสาวทั้งนั้นมีพลัง อันนี้คือที่ผมชอบ และเชื่อว่าโดยจิตใจที่มุ่งมั่นเขาจะสามารถพัฒนาตัวเองได้ เขาเสนอตัวจะลง ส.ก. ส.ข.สมัยหน้า เป็นการลงสนามการเมืองจริง ๆ ครั้งแรกด้วย หลังจากตั้งท่ามานาน

- คิดว่าพรรคนี้จะสามารถแย่งฐาน คะแนนเสียงพรรคประชาธิปัตย์ได้หรือไม่

พูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะไม่งั้นก็ไม่ต้องมีพรรคการเมืองใหม่ ถ้ากลัวจะแย่ง คะแนนเสียงประชาธิปัตย์อยู่ตลอดเวลา แต่ประชาชนต้องมีทางเลือก เลือก ประชาธิปัตย์ก็ได้ เลือกเพื่อไทยก็ได้ เลือกชาติไทยพัฒนาก็ได้ เลือกพรรคการเมืองใหม่ก็ได้

ผมว่าประชาชนต้องมีสิทธิเลือก ในเมื่อมีสิทธิเลือกก็ต้องเอาชนะกันด้วยนโยบายการทำงาน อยากให้เป็นการ แข่งขันกันตามกติกา สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นขึ้นมาได้ การแข่งขันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องร้ายแรงหรืออัปลักษณ์

เราได้ทำดีที่สุด ถ้าเขาเลือกเราก็ทำหน้าที่ แต่ถ้าเขาไม่เลือกก็อาจเป็นเพราะ ยังไม่รู้จักเราดี ก็ไม่เป็นไรเพราะงาน การเมืองไม่ได้จบอยู่แค่นี้


หน้า 31



http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02pol01260753&sectionid=0202&day=2010-07-26



ความคิดเห็นผู้อ่าน
กฎกติกาและข้อตกลงในการเขียนความคิดเห็น
 
1. โปรดงดเว้นข้อความที่หมื่นเหม่สถาบันพระมหากษัตริย์หรือกระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐ
2. ใช้ภาษาที่สุภาพ ไม่ใช้คำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นให้ได้รับความเสียหาย
3. หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใด
4. ความคิดเห็นเป็นความรับผิดชอบเฉพาะตัวผู้เขียนเอง ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการเว็บไซต์ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฏหมายได้
5. เว็บบ้านสามจังหวัดขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่ไม่่สมควรเผยแพร่ โดยไม่จำเป็นต้องชี้แจงเหตุผลใดๆต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ.
   1).   เสนอโดย luplae :: 28 ก.ค. 2010 06:34น.
         เย่........ท่านดอยกลับมาแล้ว ท่านดอยไม่อยู่เว็บเราเหงียบเหงาไปเยอะ เชอะ...น่าอิจฉามีแต่คนบ่นคิดถึง หลายวันไปอยู่ที่สูงถึงบนดอย ได้ไปหาสอยดาวมาหรือเปล่า อย่างท่านดอยคงไม่ต้องใช้เครื่องมือไปหาสอยดาว แค่เอื้อมมือยาวๆ เท่าแม่นาคพระโขนงก็คงคว้าถึง ว่าแต่ที่ไปตั้งนาน ไปควานหาสอยดาวมาได้กี่คน เอ้ย....กี่ดวง เดาว่า ท่านดอยต้องเก็บ?แสงดาวแห่งศรัทธา?มาฝากป้าดาหลาด้วยแหงเลย ลุงรู้นะว่า ช่วงที่ท่านดอยอยู่บนภูสูง พระจันทร์ตรงกับวันเพ็ญพอดี แล้วนี่เก็บ?เดือนเพ็ญ?มาฝากกันบ้างหรือเปล่า เพราะมันเข้าได้กับคนโรแมนแคธอริกอย่างลุงมากเลย 
ลุงลับแลคิดถึงท่านดอยมาก อยากให้ท่านดอยกลับมาโดยเร็ว หน้าจอของเว็บเราจะได้มีเรื่องใหม่ๆ เข้ามา เพื่อนๆ จะได้หายว้าเหว่จ้า 
มีเพื่อนสมาชิกบอกท่านดอยเหมือน จางซือเต๋อ ไม่รู้บ้ายอหรือเปล่าเนี่ย กลับมาดึกๆ ดื่นๆ ก็ยังอุตส่าห์หาเรื่องมาลง เจ๋งจริงๆ 
คิดถึงบ้าง นินทาบ้าง อะไรบ้าง.....อย่างนี้แหละ แหะ แหะ.........
   2).   เสนอโดย dalha :: 28 ก.ค. 2010 10:02น.
         ขอต้อนรับท่านดอยกลับมาสู่ภารกิจอันศักดื์สิทธิ์(ป้อนข้อมูล เสมือนป้อนอาหารทางปัญญา) ว่าแต่รับมาซะดีๆ ว่าหลบไปหมั้นสาวหรือไปแต่งสาวมา ฮึ??? 
 
คุณบุญส่งเมื่อหนุ่มๆ เป็นชายรูปงามคนหนึ่ง การไปอยู่ประเทศรัฐสวัสดิการอย่างสวีเดน ทำให้ได้เห็นว่าประเทศที่เขาจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบได้  
 
ชีวิตของเขาก็สงบและเป็นสุข การไม่มีส่วนโรมรันพันตูกับสองข้าง ก็อาจจะมีคนฟังคุณบุญส่งอยู่บ้าง กลัวแต่จะเป็นการฟังเพื่อการดึงเป็นพวกเท่านั้นนะสิ  
 
แล้วจะงงว่าคนไทย(โดยเฉพาะคนไทยที่เคยเรียกขานกันว่า สหาย)แตกแยกร้าวลึกได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ แต่ก็ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ ว่าแต่คนอยู่ในประเทศมานานจนเซ็งกับสังคมไทยที่พายเรืออยู่ในอ่าง ชักอยากไปดูประเทศอื่นมั่ง ไม่มีทุนรอน ความรู้พอ เอาแค่ไปลาว น่าจะพอไหวเนอะ ถ้าคนที่พ่อหมายมั่นปั้นมือให้เป็นนายก(น.) ได้ขึ้นเป็นเมื่อไหร่ คงได้ไปทำใจแน่ ปล่อยให้ล่อกันให้สนุก
   3).   เสนอโดย doy :: 28 ก.ค. 2010 19:13น.
         กราบเรียนท่านลุงลับแล ท่านป้าดาหลา ที่คิดถึง แหะ แหะ !! 
 
หนุมดอยขึ้นดอยเที่ยวนี้ ไปเก็บตะวัน ไปค้นฟ้าคว้าดาว ไปสอยดาวสาวเดือน อย่างที่ท่านลุงท่านป้าว่านั่นแหละ แต่ดันใส่แว่นตาดำ ที่ไหนได้ มองเห็นแต่แสงดับ..แสงดับ ไม่เห็นดาวเห็นเดือน สุดท้ายคว้าน้ำเหลวลงดอย ต้องให้ท่านลุงท่านป้า ช่วยหา พริ้งๆ ให้สักดวงเด๊อ !! 
 
เมื่อคว้าดาวไม่ได้ ได้แต่ใบบัวบกติดมือมา นึกแล้วก็ช้ำอุรา หลังกลับจากเยี่ยมบ้าน เลยนั่ง บขส.ไปยังริมน้ำโขง (ไปจริ๊ง จริง บ่ได้ตั๊วะ ท่านลุงเด้อ)เพราะนึกถึงความหลังตอนเด็กเล็ก พ่อแม่ให้ไปอยู่ริมโขงระยะหนึ่ง และคิดถึงป้าดาหลาด้วย จึงพกความขมขื่นที่แบกไว้ เอาไปทิ้งแม่โขง ให้มันไหลลง ไหลลง ทะเล เบื่อความรัก จากคนร้อยเล่ห์ เล่ห์ลวงลึกกว่าทะเล สุดคาดคะเน สุดนับคณา .....แม้ความเจ็บปวด เหมือนกรวดทราย ถมทิ้งลงไปแม่โขงทั้งสายคงกลายเขินตื้น ถ้าความเจ็บช้ำ เป็นน้ำก็คงท่วมพื้น รสชาติบาดแผลขมขื่น แม่โขงช่วยกลืนให้ไกลแสนไกล.... 
 
ท่านป้าจ๋า เจอกันวันประชุมใหญ่นะจ๊ะ

  กรุณาล็อกอิน หรือลงทะเบียนเพื่อจะเขียนความคิดเห็น

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 27 ก.ค. 2010 23:13น. )
Copyright 2010 Fo3p.net