FO3P.NET : บ้านสามจังหวัด


หน้าแรก arrow บ้านเมือง arrow ปฏิรูป : ใกล้เกลือกินด่าง
05 ก.ย. 2010 18:26น.
หน้าแรก
ทรรศนะ
ปฏิวัติบนสายรุ้ง
จากน้ำจวงถึงวัดสามแสงธรรม
ผู้อาวุโสเบิกบาน
บอกผ่านกาลเวลา
บ้านเมือง
บันเทิง
งานร้อยดวงจิต 53
เมนู อื่นๆ
แนะนำวิธีสมัครสมาชิก
ส่งข่าวสารถึงผู้ดูแลเว็บไซต์
ขอคำแนะนำจากทุกท่าน
โฟโต้ แกลเลอรี
โครงการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์
โครงการวัดสามแสงธรรม
ใส่ใจปัญหาสุขภาพ
งานร้อยดวงจิต ๒๕๕๑
งานร้อยดวงจิต ๒๕๕๒
แลไปข้างหน้า
ข่าวจากกรรมการกลุ่มเพื่อนฯ
แจ้งข่าวด่วน ข่าวเฉพาะกิจ
บันทึกของคนผ่านทาง
สวัสดีปีใหม่ 53
กวีกระ-วาด
ปฏิรูป : ใกล้เกลือกินด่าง
เขียนโดย doy   
28 ก.ค. 2010 11:42น.



การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 28 กรกฎาคม 2553 02:00 
 
ปฏิรูป : ใกล้เกลือกินด่าง

โดย : ธนรัตน์ ยงวานิชจิต
ผู้มีความสนใจพิเศษในสาขาวิชา
จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ
อดีตข้าราชการกรมแรงงาน
กระทรวงมหาดไทย

dhanarat333@gmail.
 

        การปฏิรูปประเทศไทยเป็นเรื่องเพ้อฝันหรือ
การปฏิรูปประเทศไทย คือ การเปลี่ยนโลกทัศน์และแนวทางปฏิพัทธ์ระหว่างประชาชนทั่วประเทศ นับได้ว่าเป็นงานที่ไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะในการเปลี่ยนค่านิยมที่เน้น "การมี" หรือ "การครอบครองวัตถุเงินทอง" สู่ค่านิยมที่เน้น "การเป็นอยู่" หรือ "ประสบการณ์ที่เป็นคุณหรือเสริมสร้างต่อสังคม" เพื่อให้หลุดพ้นจากความล่มจมหายนะทางจิตใจและเศรษฐกิจ
 

        ดร.อิริค ฟรอม์ม นักจิตวิเคราะห์เรืองนาม ผู้ได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนาในบั้นปลายชีวิต ชี้แนะไว้ว่า เราจะสามารถปฏิรูปตัวเองได้สำเร็จ หากมี "ภาวะจิต" สี่ข้อต่อไปนี้ คือ หนึ่ง เราเป็นทุกข์และรู้ตัวว่าเป็นทุกข์ สอง รู้สาเหตุแห่งทุกข์ สาม มองเห็นการหลุดพ้นจากทุกข์ สี่ ปฏิบัติตามบรรทัดฐานปกติสำหรับใช้ชีวิต และเปลี่ยนวิถีชีวิตที่มีอยู่ โดยระบุว่า เป็นขั้นตอนภาวะจิตที่ตรงกับอริยสัจสี่ในพระพุทธศาสนา
 

        แม้กระทั่ง คาร์ล มาร์กซ นักปราชญ์ นักเศรษฐศาสตร์ และนักทฤษฎีสังคม ผู้นิยมใช้ข้อขัดแย้งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่ง ดร.ฟรอม์มมีข้อท้วงติงอยู่มาก ก็ยังดำเนินตามขั้นตอนภาวะจิตที่ตรงกับอริยสัจสี่ด้วย คือ
 

        หนึ่ง มาร์กซชี้ให้ชนชั้นกรรมาชีพมองเห็นความทุกข์ยากของตัวเองและมายาคติที่อำพรางทุกข์นั้น สอง ชี้ให้เห็นสาเหตุแห่งทุกข์ โดยบ่งบอกว่ามาจากทุนนิยม ความโลภ ความเห็นแก่ได้ และความนิยมพึ่งพาผู้อื่น ซึ่งทุนนิยมก่อไว้ ข้อสองนี้ คือ หัวหอกของแนวคิดและการวิเคราะห์เศรษฐกิจทุนนิยมของมาร์กซ สาม ความทุกข์จะหลุดพ้นไปหากสาเหตุของความทุกข์ถูกขจัดสิ้นไป สี่ มาร์กซชี้ให้เห็นวิถีชีวิตแบบใหม่และระบบสังคมใหม่ ซึ่งปลอดจากทุกข์ที่ทุนนิยมก่อไว้
 

        ดร. ซิกมันด์ ฟรอยด์ จิตแพทย์เรืองนาม ผู้บุกเบิกการศึกษาจิตใต้สำนึกและจิตไร้สำนึก ด้วยการฟังความในใจกับความฝันของคนไข้ แล้วนำมาตีความ ซึ่ง ดร.ฟรอม์มมีข้อท้วงติงอยู่เช่นกัน ก็มีวิธีเยียวยาเชิงอริยสัจสี่ คือ
 

        หนึ่ง เมื่อคนไข้เป็นทุกข์ ก็ไปพบจิตแพทย์ สอง จิตแพทย์หรือนักจิตวิเคราะห์ทำหน้าที่ชี้แนะคนไข้ให้มองเห็นสาเหตุแห่งทุกข์ ละทิ้งมายาคติที่ก่อให้เกิดทุกข์ และเรียนรู้องค์ประกอบของความทุกข์ สาม เมื่อคนไข้มองเห็นการสิ้นสุดของทุกข์มาจากการขจัดสาเหตุ การเยียวยาก็สิ้นสุดลง เพราะถือเป็นหน้าที่ของคนไข้ที่จะต้องช่วยตัวเองต่อไป
 

        ทว่า ดร.ฟรอม์มท้วงติงว่า ขั้นที่สี่ก็ยังต้องมีอยู่ เพราะคนไข้ในบางกรณีอาจไม่รู้มรรควิธีพ้นทุกข์ อย่างรายที่เป็นหญิงประสบทุกข์หนัก โดยมีสาเหตุมาจากการพึ่งพาบิดาตนมากเกินไป แม้จะรู้สาเหตุ แต่เธอก็ไม่รู้มรรควิธีแก้ไขที่มีผลดี ซึ่งได้แก่การปฏิรูปวิถีชีวิตเสียใหม่ คือ ย้ายตนออกจากบ้านบิดา ไม่ร้องขอความช่วยเหลือจากบิดา ยอมทนความเจ็บปวดยากลำบากจากการพยายามเป็นอิสระจากบิดา ฯลฯ ฟรอม์มย้ำว่า รู้สาเหตุอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้มรรควิธีที่ถูกต้องด้วย (ในพุทธระบุมรรคมีองค์แปด)
 

        นอกจาก "ภาวะจิต" ที่จำเป็นดังกล่าวแล้ว เรายังต้องลงมือปฏิรูปตัวเองให้มีโลกทัศน์และแนวทางปฏิพัทธ์ที่เป็นคุณต่อกัน ซึ่ง ดร.ฟรอม์มเสนอแนะไว้โดยสังเขป ดังนี้
 

        เต็มใจยกเลิกวิถีชีวิตที่มุ่งสู่ "การมี" หรือ "การครอบครองวัตถุเงินทอง" เพื่อหันเข้าสู่วิถีชีวิตของ "การเป็นอยู่" หรือ "ประสบการณ์ที่เป็นคุณหรือเสริมสร้างต่อสังคม" (เพื่อประสบความสุขอันแท้จริง)
 

        มีสัมมาสติอยู่เสมอ
 

        มีความสุขจากการให้และแบ่งปันกัน (ด้วยสติปัญญา) มิใช่จากการกักตุนหรือเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
 

        พยายามลดละเลิกโลภ โกรธ หลง อย่างสุดความสามารถ
 

        ใช้ชีวิตโดยไม่บูชาเงินทอง วัตถุปั้นแต่ง ภาพวาด ตลอดจนกฎเหล็ก แล้วอยู่อย่างปราศจากมายาคติ ซึ่งทำได้ไม่ยาก เพราะได้เข้าถึงภาวะที่อยู่เหนือมายาคติแล้ว
 

        สลัดความรู้สึกหลงรักตัวเองออก และยอมรับข้อจำกัด/ความไม่สมบูรณ์แบบอันน่าสลดใจของ "คน"
 

        ไม่ฉ้อโกงใคร แต่ไม่ยอมให้ใครฉ้อโกง คือ ไร้เดียงสาแต่ไม่อ่อนหัด
 

        รู้จักตัวเอง ไม่เพียงในส่วนที่รู้อยู่เท่านั้น แต่ต้องรู้จริงในส่วนที่ตนยังไม่รู้จัก หรือรู้เพียงเลาๆ เท่านั้น
 

        มองว่าตนมีความเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งมีชีวิตทั้งปวง จะได้ไม่มุ่งมั่นยึดครองทำลายล้างธรรมชาติ แต่จะพยายามเข้าใจและอยู่ในธรรมชาติ
 

        เสรีภาพมิใช่เป็นการตามใจตน แต่เป็น "การเป็นตัวของตัวเอง" มิใช่การหล่อเลี้ยงกิเลสตัณหา แต่เป็นความสมดุลระหว่างการเติบโตกับการเสื่อมสลาย หรือความเป็นกับความตาย
 

        ความชั่วร้ายและการทำลายล้าง คือ ผลที่จักต้องเกิดจากเหตุแห่งการเจริญเติบโต ที่ประสบปัญหา
 

        ความสุข คือ การใช้ชีวิตอย่างมีชีวิตชีวาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าชะตาชีวิตจะเป็นอย่างไร เพราะการใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมเท่าที่ตนทำได้โดยชอบ จะเสริมสร้างความพึงพอใจที่จะทำให้หมดห่วงว่าตนจะได้หรือไม่ได้อะไรก็ตาม (มีความพอเพียง)
 

        ทั้งนี้ เป็นโลกทัศน์และแนวทางปฏิพัทธ์ของ "ผู้เป็นคุณหรือเสริมสร้างต่อสังคม" "ผู้ให้" "ผู้นิยมประสบการณ์ที่เป็นคุณ" หรือ "สาวกลัทธิสัตว์ประเสริฐ" ที่เสริมสร้างขึ้นมาได้ตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาทั้งหลาย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ "ผู้ไม่เป็นคุณหรือเสริมสร้างต่อสังคม" "ผู้รับ" "ผู้นิยมการครอบครองวัตถุเงินทอง" หรือ "สาวกลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ" ซึ่งถูกมายาคติครอบงำอยู่โดยมิรู้ตัว เสมือนบัวใต้น้ำ
 

        เห็นได้ว่า ในการปฏิรูปนั้น เราไม่จำเป็นต้องหันไปที่เมืองนอก เพื่อสรรหาวิชาการล้ำยุค ซึ่งอุดมด้วยถ้อยคำเลอเลิศ ออกเสียงฟุตฟิตฟอไฟไอเลิฟยู เพราะเรามี "พระพุทธศาสนา" ซึ่งอยู่คู่บ้านคู่เมืองด้วยความเจริญสุขมา 700 ปี และเป็นโครงสร้างปฏิรูปของนักจิตวิทยาโด่งดังระดับโลก ขอเพียงให้เป็น "พระพุทธศาสนา" มิใช่ "พุทธพาณิชย์" ซึ่งมีอยู่ดาษดื่นน่าสลดใจยิ่ง
 

        เมื่อเรามีพระพุทธศาสนา โลกทัศน์กับแนวทางปฏิพัทธ์ดังกล่าว และมี "ศีลธรรม" ที่บันทึกอยู่ในรหัสพันธุกรรม ดังผลการวิจัยมากมายทางจิตวิทยา เราย่อมมีพลังและคุณสมบัติมากพอที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูป อันจะเป็นแบบอย่างต่อชาวโลก
 

        หากใครมองว่าการปฏิรูปประเทศไทย คือ ความฝันลมๆ แล้งๆ ก็ขอให้ศึกษาชีวประวัติของบุคคลที่ไม่ยอมรับ "ความเป็นไปไม่ได้" อย่าง "แมเรียน แอนเดอร์สัน" นักร้องหญิงผิวสีดำอเมริกัน เจ้าของเสียงท่อนต่ำสุดมหาเสน่ห์ที่หนักแน่นนุ่มนวลดุจกำมะหยี่ ขนาดวาทยกรชื่อดัง อาร์ตูโร ทอสกานีนี่ ยังชื่นชมว่า เป็นเสียงไพเราะจับใจที่หาฟังได้ในรอบ 100 ปีเท่านั้น
 

        แมเรียนต้องต่อสู้อย่างหนักหน่วงกับวัฒนธรรมถือผิวในสหรัฐอเมริกาสมัย 70 ปีก่อน เธอถูกต่อต้านอย่างแข็งขันไม่ให้แสดงการขับร้องในสถานที่อันทรงเกียรติ เพียงเพราะเธอมีผิวสีดำ แต่ด้วยความไม่ท้อแท้ถดถอย ในที่สุด เธอก็สามารถเคลื่อนย้ายภูเขาถือผิวออกจากชีวิตเธอ จนสามารถแสดงคอนเสิร์ตในสถานที่อันทรงเกียรติต่างๆ
 

        ต่อมา องค์การสหประชาชาติได้แต่งตั้งแมเรียน แอนเดอร์สัน ให้เป็นกรรมการผู้พิทักษ์สิทธิโดยชอบของผู้คนกว่า 100 ล้านคนในทวีปแอฟริกาและภาคใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก และประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี สหรัฐ ก็ได้มอบเหรียญแห่งอิสรภาพ อันทรงเกียรติสูงสุดสำหรับภาคประชาชนให้ไว้กับเธอ ก่อนจากโลกนี้ไปเมื่ออายุ 96 ปี เธอฝากข้อคิดไว้ว่า
 

        "เมื่อท่านหยุดฝันใฝ่และละทิ้งอุดมการณ์ ท่านก็น่าจะหยุดหมดทุกอย่างด้วยเลย"
 

        เมื่อมีทั้งพระพุทธศาสนาและพลังชีวิตอยู่พร้อม เราจะยังยอมอยู่ในสภาพ "ใกล้เกลือกินด่าง" ต่อไปอีกหรือ

 

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/reader-opinion/20100728/345070/ปฏิรูป-:-ใกล้เกลือกินด่าง.html

 

ความคิดเห็นผู้อ่าน
กฎกติกาและข้อตกลงในการเขียนความคิดเห็น
 
1. โปรดงดเว้นข้อความที่หมื่นเหม่สถาบันพระมหากษัตริย์หรือกระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐ
2. ใช้ภาษาที่สุภาพ ไม่ใช้คำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นให้ได้รับความเสียหาย
3. หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใด
4. ความคิดเห็นเป็นความรับผิดชอบเฉพาะตัวผู้เขียนเอง ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการเว็บไซต์ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฏหมายได้
5. เว็บบ้านสามจังหวัดขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่ไม่่สมควรเผยแพร่ โดยไม่จำเป็นต้องชี้แจงเหตุผลใดๆต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ.

  กรุณาล็อกอิน หรือลงทะเบียนเพื่อจะเขียนความคิดเห็น

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 28 ก.ค. 2010 12:04น. )
Copyright 2010 Fo3p.net