|
วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 14:24:52 น. มติชนออนไลน์
"หยุ่น"วิพากษ์"หัวใจของโซเชียลมีเดีย" คนข่าวที่เล่น ต้องไม่หลงทาง!!!(กรั๊บ)

"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี และคณะ สัญจรไปพบกับสื่อตามโครงการปฎิรูปสื่อ มาแล้ว หลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็น เดอะเนชั่น มติชน ไทยรัฐ ไทยโพสต์
ค่ายมติชน ฝากถึงท่านผู้นำว่า สื่อรัฐควรปฎิรูปก่อนใครอื่น ขณะที่สื่อหนังสือพิมพ์ปฎิรูปตัวเองกันอยู่แล้ว
เมื่อเร็วๆ นี้ การประชุมใหญ่วิชาการวิชาชีพสื่อสารมวลชน ระดับชาติ ปี 2553 ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม มีการถกประเด็นในวงการสื่อมวลชนเรื่อง "ปฏิรูปสื่อ สู่การปฏิรูปสังคม" อย่างกว้างและท้าทาย
หนึ่งหัวข้อสนทนาสุดร้อนของปีนี้ ได้แก่ "สื่อดิจิทัล" และ "โซเชียลมีเดีย" ที่กลายเป็นหัวข้อถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
หนึ่งในผู้ร่วมสนทนาก็คือ "สุทธิชัย หยุ่น" หรือเจ้าของนามปากกา กาแฟดำ บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น คนข่าวผู้จุดประกาย"โซเชียล มีเดีย" ลำดับต้นๆ ของเมืองไทย
อะไรทำให้ “สุทธิชัย” บุกตะลุย การใช้ โซเชียลมีเดีย อย่าง อย่างเต็มตัว
นี่คือ บทวิพากษ์อันเผ็ดร้อน เรื่อง "การปฏิรูปสื่อ" และ "โซเชียล มีเดีย" ในมุมมอง "สุทธิชัย" ที่คนทำข่าวและคนเสพข่าวไม่ควรพลาด ...
เราจะต้องเริ่มอะไรก่อน ปฏิรูปสื่อนำไปสู่ปฏิรูปสังคม หรือ ปฏิรูปสังคมเพื่อให้เกิดการปฏิรูปสื่อ
จริงๆ แล้วผมปฏิเสธร่วมเสวนาในการปฏิรูปสื่อมาหลายรอบ เพราะผมไม่ชอบที่ใครจะมาสั่งให้เราปฏิรูป รัฐบาลชุดนี้มาบอกว่า คุณเอางบประมาณไป ไปจัดสัมมนาแล้วมาบอกเราสิว่า คุณควรจะปฏิรูปตัวเอง
ฉะนั้น ไม่ว่ารัฐบาลชุดนี้หรือชุดไหนก็ตาม ตั้งแต่เริ่มต้นการมีสมาคมนักข่าวฯ เราไม่เคยยอมให้ใครที่มามีอำนาจแล้วมาบอกเราว่า คุณต้องปฏิรูป เพราะความหมายของการสั่งให้ใครปฏิรูป ก็เหมือนเขารู้ว่าเราควรจะไปทางไหน
ฉะนั้น คำว่าปฏิรูปสื่อ ถ้าเราทำอาชีพนี้จริงๆ เราต้องปฏิรูปตัวเองทุกวันอยู่แล้ว ทุกข่าวที่เราประชุม ทุกพาดหัวที่เราทำ สมัยก่อนมีหนังสือพิมพ์อย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้มี “โซเชียลมีเดีย” มี “นิว มีเดีย” ทุกการทวิตออกไป อยู่ภายใต้การพิจารณาของประชาชนผู้รับ ซึ่งทุกวันนี้เขาไม่ใช่ผู้รับอย่างเดียว แต่เขาเป็นผู้ร่วมในการสื่อสารกับเราตลอดเวลา ฉะนั้น สังคมกำลังปฏิรูปอย่างใหญ่หลวง นักการเมืองต่างหากที่ล่าช้าและไม่ทันสมัย
ฉะนั้น ไม่เป็นประเด็นว่าสื่อจะปฏิรูปหรือไม่ สังคมกำลังปฏิรูป และสื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ฉะนั้น ทุกครั้งที่เราพูดถึงเสรีภาพของสื่อ แต่ก่อนพูดถึงเสรีภาพสื่อ หมายถึงพวกทำหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุกลุ่มเดียว เรียกร้องสิทธิของตัวเองที่จะพูดอะไรก็ได้ จะทำอะไรก็ได้ ไม่หรอกครับ
ตั้งแต่เราต่อสู้คัดค้านกฎหมายเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ ที่ต้องขออนุญาต ที่เขามีกฎหมายห้ามปิดคุณ 3 วัน 5 วัน หรือกรณีที่ทำอยู่ทุกวันนี้กับสื่อออนไลน์ เขาไม่จำเป็นต้องให้เหตุผล เขาอ้างกฏหมายความมั่นคงโดยตรง
เราต่อสู้ตั้งแต่สมัยปร. 42 จนกระทั่งทุกวันนี้ เราออกหนังสือพิมพ์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตแล้ว เราเพียงแต่แจ้งให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองทราบว่า กำลังจะออก มีชื่อหนังสือพิมพ์อย่างนี้ ยิ่งวันนี้ บทบาทของรัฐ อำนาจของรัฐมีส่วนเล็กน้อยมาก แต่ว่าทัศนคติของคนไทยส่วนใหญ่ยังยอม ใครก็ตามที่ลุกขึ้นมาประท้วง ลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์ ลึกๆ แล้ว ยอมรับอำนาจรัฐในส่วนนี้
ผมคิดว่า มันได้เวลาแล้วที่สังคมจะต้องประกาศอิสระภาพจากความเชื่อเก่าๆ ว่า เราต้องขออนุญาต เขาขอให้เราปฏิรูป เราก็มาคิดว่าต้องปฏิรูปอย่างไร เราต้องทำรายงานบอกกับรัฐบาลหรือบอกกับใครก็ตามแต่
ความจริงแล้ว เราต้องบอกกับสังคมเองว่า เราเป็นคนกำหนดเองว่าจะปฏิรูปอย่างไร จริงๆ คลิป “ขอโทษประเทศไทย” เป็นตัวอย่างที่ดีมากของการปฏิรูป โดยไม่ต้องประกาศว่าปฏิรูป นั่นก็คือ มันทำให้สังคมถกเถียงกันเป็นครั้งแรก ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นมาว่า ถ้าคนกลุ่มหนึ่งในสังคมแล้วมาสื่อกับที่เหลือในสังคมว่า มันมีคำถาม(นะ) ที่พวกเราต้องช่วยกันหาคำตอบ
ถามว่าใครมีสิทธิ์ในสังคมที่จะหยุดยั้งการสื่อสารระหว่างคนกลุ่มหนึ่งในสังคมกับคนกลุ่มหนึ่งในสังคม เพียงบอกว่า ภาพบางภาพยั่วยุ ไม่มีสิทธิ์นะครับ
อย่าเข้าใจผิดนะครับว่า บางคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นคณะกรรมการเซ็นเซอร์ที่รัฐบาลสั่งมา จริงๆ ผมเชื่อว่ารัฐบาลอยากให้คลิปนี้ออกด้วยซ้ำไป เพราะเขาคิดว่าเขาได้ประโยชน์จากบางประโยคของคลิปนี้
แต่เมื่อมีคณะกรรมการของสถานีโทรทัศน์ทั้งหลายที่ตั้งขึ้นมา เพื่อพิจารณาโฆษณา ลึกๆ แล้วไม่มีเหตุผลอะไรอื่น นอกจากกลัวถูกฟ้องนั่นเอง ไม่ได้มีจิตสำนึกเรื่องเสรีภาพ ไม่ได้มีจิตสำนึกว่านี่จะทำให้ประชาชนฉลาดขึ้นหรือโง่ลง หรือพูดเรื่องการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของสื่อ และนี่คือสื่อทีวีเสรีเท่านั้นนะครับ ส่วนทีวีอื่นๆ ดาวเทียม ทีวีบอร์ดแบนด์ ทีวีเคเบิล ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ฉะนั้น คลิปนี้สามารถไปโผล่ที่อื่นได้ โดยที่ไม่มีใครโวยวายว่า อันนี้ยั่วยุหรือเปล่า อันนี้ถูกหรือเปล่า นี่เป็นกฏเกณฑ์ที่สังคมทุกวันนี้ จะต้องพูดกันใหม่ว่า ถ้าเราจะมาดูความเหมาะสมด้านศีลธรรม ความเหมาะสมในแง่ของสังคมอยู่ร่วมกันได้ ต้องมาวางกติกากันใหม่หมด ไม่ใช่ทีวีเสรีกลุ่มเดียวที่จะกำหนดว่าดูได้หรือดูไม่ได้ แต่มันก็พิสูจน์อย่างหนึ่งที่ว่า ไม่มีอีกแล้ว การตีกรอบตีเส้นให้สังคมได้รับรู้
โซเชียลมีเดีย สามารถทำให้ทุกคนสามารถดูคลิปนี้ได้ โซเชียลมีเดีย สามารถทำให้คนวิพากษ์วิจารณ์คลิปนี้ได้ แล้วผมเชื่อว่าจากนี้ไป การสื่อสารสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะกว้างขวางและทำให้การสื่อสารเป็นไปได้อย่างเสรีมากยิ่งขึ้น โดยที่ไม่ต้องมีรัฐบาลมาบอก ไม่ต้องมีคนกลุ่มใดมาบอกว่าคุณสื่อได้ด้วยภาษาอย่างนี้เท่านั้น นี่คือจุดเริ่มของการปฏิรูปสื่อ โดยที่ไม่ต้องมีใครมาบอกเรา ได้เกิดขึ้นแล้วอย่างกว้างขวาง เกิดขึ้นทุกวัน
บทบาทของสื่อที่เรียกว่าสื่อกระแสหลักกับสื่อทางเลือกที่ว่านี้ เส้นแบ่งมันจะค่อยๆ หายไป เพราะว่าสังคมจะเข้ามากำหนด แล้วสื่อที่เรียกว่าสื่อกระแสหลัก ก็จะต้องเริ่มรู้แล้วว่า บทบาทของตัวเองที่เราเรียกว่าเป็นผู้เฝ้าประตูบ้าง เป็นสุนัขเฝ้าบ้านบ้าง ก็จะค่อยๆ หายไป เพราะว่า สุนัขจะเต็มบ้านเต็มเมือง จะช่วยกันเห่า
แต่ปัญหาของเราก็คือ จะทำอย่างไรที่จะมองออกหรือพูดภาษชาวบ้านว่า หมาตัวไหนเป็นตัวไหน แต่ก่อนนี้จะมีคนกลุ่มหนึ่งอ้างตัวว่าเป็นหมาเฝ้าบ้าน จะเห่าหรือดมกลิ่น เขาดูออกว่า คนนี้เป็นผู้ต้องสงสัย คนนี้อาจเป็นขโมยเข้าบ้านเรา คนนี้มีพฤติกรรมที่น่าสงสัย หมาตัวนี้ก็จะเห่า
แต่ถ้าเป็นหมาที่ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะเห่าไปเรื่อยๆ ใบไม้ไหวก็เห่า ซึ่งเราบอกว่าเราต้องแยกสื่ออาชีพกับสื่อไม่อาชีพ แต่จากนี้ไป คนเฝ้าประตูเลือกว่าคุณจะเสพได้หรือไม่ได้ มันจะเปลี่ยนบทบาทอย่างยิ่ง ทุกคนจะเฝ้าประตูของตัวเอง และผมมองในแง่ดีว่า การกระจายตัวของสื่อที่กว้างขวางนั้น จะทำให้พวกเรามานั่งลงช่วยกันวางกติกาใหม่
กระทั่งนักข่าวเองก็เริ่มจะมองว่าจะต้องมี “code of conduct “ หรือจริยธรรมของสื่อ โซเชียลมีเดีย ที่จะต้องขยายจากจริยธรรมเดิมของสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อทีวีเท่านั้น
ฉะนั้น ถ้าถามว่า คลิป”ขอโทษประเทศไทย” เป็นจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดของการปฏิรูปสื่อ ผมถือว่านี่เป็นส่วนหนึ่งที่จุดประกายเล็ก ๆ ที่อาจจะทำให้เกิดไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ก็ได้ และผมหวังว่าเป็นอย่างนั้นด้วย
ฟังคุณสุทธิชัยแล้ว คณะกรรมการปฏิรูปสื่อ เดินหน้าไม่ถูกเลย ตกลงยังต้องมีคณะกรรมการชุดนี้หรือเปล่า
คณะกรรมการหรือผู้ประสานคงรู้ว่ามันไม่ง่าย แม้แต่สื่อของรัฐก็ตาม มันต้องนิยามเหมือนกันว่า อะไรคือสื่อของรัฐ
ผมเห็นด้วยที่พูดว่า อำนาจของการควบคุมสื่อคิดว่าสื่อของรัฐ แล้วรัฐคือของประชาชน ของสาธารณะชน ไม่ใช่ของรัฐบาล ก็ต้องเอาอำนาจนั้นออกจากนักการเมือง
มันต้องดึงช่อง 11 ต้องดึงวิทยุแห่งประเทศไทย แต่เราต่อสู้เล็กๆ เช่นว่า ข่าว 1 ทุ่มกับข่าวเที่ยงครึ่ง เราสู้กันได้แค่ว่า มีแค่ 7 โมงเช้า แต่ก่อนนี้เที่ยงครึ่งด้วย ทุ่มหนึ่งด้วย เจ็ดโมงเช้าด้วย แล้วเราก็บอกว่ามันไม่ได้ ทำไมคุณต้องบังคับให้คนฟังข่าวตลอดวัน วันละ 3 เวลา เราต่อสู้มาได้ครึ่งทางครับ
แต่ผมหวังต่อจากนี้ไป เราจะเอาอำนาจตรงนี้ออกมาจากนักการเมือง แล้วสังคมต้องมาถกกันให้ได้ครับว่า อำนาจนี้ควรอยู่ในมือใคร อำนาจนี้ควรจะอยู่ที่ประชาชนอย่างไร เพื่อจะได้ใช้สื่อ ซึ่งเป็นความจริงของเรา เป็นทรัพย์สิน เป็นทรัพย์สมบัติของเรา ให้เป็นประโยชน์ที่สุดในการสื่อซึ่งกันและกัน
ผมเชื่อครับว่า ถ้ามีอย่างนี้ ไม่ต้องไปแอบตั้งสถานีวิทยุชุมชนของค่ายนั้น กลุ่มนั้น แต่มันจะมีพื้นที่พอ ที่พวกเราทุกคนจะสามารถใช้เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แล้วผมเชื่อว่า ถ้าเปิดพื้นที่อย่างนี้ ความแตกแยกในสังคมจะลดน้อยลง
มีการตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้ว โซเชียลมีเดีย เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของสื่อมวลชนได้หรือไม่ หรือต้องจัดเป็นอีกประเภทหนึ่ง
ไม่ต้องตกใจหรอกครับ เพราะผมทำทีวี วิทยุ ตอนเกิดจส.100 ใหม่ๆ แตกตื่นนะครับ คนไทย อะไรเนี่ย อยู่ดีๆ โทรศัพท์จากไหนก็เข้ามาได้ด้วยเหรอ สดๆ ด้วยไม่มีการตรวจก่อนเหรอ ไม่มีการเซ็นเซอร์เหรอ น่ากลัวมาก
ตอนนั้นมีคนมาบอกผมว่า ไม่ไหวแล้ว ถ้าวิทยุเมืองไทย แล้วใครก็โทรมาได้ จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ อยู่ดีๆ ก็โทรมาบอกว่า ตรงนี้รถติด ตรงนี้เห็นขอทาน ตรงนี้ คนนี้จะตีคนนั้น ผมบอกว่า ใจเย็นๆ สังคมจะควบคุมกันเอง ไม่มีใครปล่อย เพราะมันเป็นเครื่องมือของเรา(นะ) วิทยุ
สังคมไทย พอมีอุปกรณ์ เครื่องมือที่ดีอย่างนี้ ที่พวกเรามีสิทธิที่จะโทรไปแสดงความคิดเห็นต่างๆ ได้ มันสุดยอดแล้ว ผมกลับห่วงว่ารัฐบาลจะมาหยุดยั้งด้วยซ้ำไป
แน่นอน ใหม่ๆ พวกเราไม่ชิน ก็จะกลัว แต่เราใช้ให้เป็นประโยชน์สิครับ จส.100 เกิดได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่มีใครกลัวจส.100 แล้ว ถ้าไม่มีจส.100 วันไหน ก็จะบอกว่า ใครมาเซ็นเซอร์ ใครมาห้าม
มีอยู่วันหนึ่ง ผมฟังเด็กคนหนึ่งโทรเข้ามาร้องไห้ทางจส.100 บอกว่า สอบไม่ได้ในมหาวิทยาลัยที่ต้องการ ไม่กล้ากลับบ้าน เพราะกลัวพ่อแม่จะผิดหวัง ผมฟังแล้วบอกว่า นี่ไง มันเป็นสื่อที่วิเศษที่สุด ผมไม่รู้ว่าพ่อแม่เด็กคนนั้นได้ฟังหรือเปล่า แต่อย่างน้อยพวกเรารับรู้ว่า สังคมมีปัญหาอะไร กับเด็กและเยาวชน
ก้าวต่อจากนั้น วิทยุสมัยหนึ่งจะไม่มีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์นะครับ ผมจำได้ใหม่ๆ เราก็อยากจะฟังความเห็นของคนที่ฟังอยู่ มันไม่มีวิธีอื่น ไม่มีมือถือ ตอนนั้นมีโทรศัพท์ตั้ง กดแล้วมีเสียงสปีกเกอร์กดแล้วมีเสียงออกมาได้ โอ้โห! ตื่นเต้นดีใจกันใหญ่ ผมทำวิทยุอยู่ ผมก็บอกว่าสุดยอด เอาไมโครโฟนไปจ่อได้มั๊ย แล้วกด ใครฟังผมอยู่ แล้วโทรเข้ามา ผมจะปล่อยเสียงให้ฟัง ผมไปทำที่ 92.5 ที่วิทยุแห่งประเทศไทยนี่แหละ ผอ.สถานีวิ่งมาเลย คุณสุทธิชัยทำอย่างนี้ได้ยังไง ปล่อยให้ใครโทรมาก็ได้ยังไง
ผมบอกว่า ใจเย็นๆ ครับ ผมเชื่อว่า คนที่โทรมาเขาต้องรู้ว่า มีคนฟังเขาอยู่เยอะ ฉะนั้น ต้องพูดอย่างรับผิดชอบนะครับ พูดคำสุภาพนะครับ ผมเชื่อว่าคนไทยเข้าใจวัฒนธรรมนี้ ทุกวันนี้ ไม่มีสถานีไหนไม่มีนะครับ
ต่อมาคือ โทรทัศน์ ไม่เคยมีครั้งไหนที่อยู่ดีๆ จะเชิญนักการเมืองที่แข่งขันกันในการเลือกตั้งมาออกพร้อมๆ กัน ไม่กล้าทำ สถานีทั้งหลายกลัว ที่สำคัญเป็นรายการสดด้วย ไม่มีสถานีไหนยอมจัดรายการสดเพื่อนำนักการเมืองถกเถียงกัน แต่เราก็ทำ แล้วมันก็เกิด
เราตกใจมาตลอดใช่มั๊ยครับ กลัวว่าสังคมนี้ใช้เสรีภาพไม่เป็น ไม่จริงครับ สังคมไทยได้พิสูจน์นะครับว่า ถ้าเราประคับประคองกันไป อธิบายว่าเราใช้สื่อที่เป็นสมบัติของเราทั้งหลายอย่างรับผิดชอบเกิดขึ้นได้ โซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ วันนี้เราก็กลัวอย่างนั้น
แน่นอนครับ มันมีข้อดีข้อเสีย ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ วิทยุ มือถือ แม้กระทั่งหนังสือ ก็มีทั้งหนังสือดี หนังสือไม่ดี หนังสือโป๊ หนังสือธรรมะวางขายคู่กันได้ในร้านหนังสือ โซเชียลมีเดีย กำลังผ่านขั้นตอนนี้ครับ
ก็คือว่า สังคมจะต้องใช้มันยังไง CNN กับ BBC เรียนรู้เป็นครั้งแรก ระหว่างรายงานเกี่ยวกับความรุนแรงในประเทศไทยว่า ไม่มีใครเคยตรวจสอบเขาได้ขนาดนี้ เชื่อมั๊ยครับว่า BBC กับ CNN รู้ตัวเลย ตกใจว่าเขามีแรงกดดันสูง สมัยก่อนใครจะกล้าวิจารณ์ BBC ครับ ใครจะกล้าบอก CNN ว่าคุณห่วย ไม่มี
แต่พอมีคลิป สดๆ ถ่ายโดย Citizen Reporter ออกไปในยูทูบ ออกไปในเฟซบุ๊ก นี่มันของจริงนี่ นักข่าวคุณไม่ได้อยู่ที่เกิดเหตุตอนนั้น นักข่าวคุณจึงไม่ได้รายงาน แต่คลิปนี้ถ่ายโดย คนที่เดินออกมาข้างบ้านแล้วถ่าย แล้วขึ้นยูทูบ สุดยอดของการตรวจสอบสื่อแล้วครับ ไม่มีอะไรที่จะตรวจสอบสื่อที่แย่ ที่ไม่รับผิดชอบ เท่ากับเสรีภาพนี้แล้วครับ
ฉะนั้นต้องใช้ให้มันเป็นประโยชน์ เราอย่ายกแต่ทางด้านลบออกมาแล้วบอกว่า แย่แล้ว โซเชียลมีเดีย จะทำให้สังคมปั่นป่วน คนไม่รับผิดชอบจะทำอะไรต่อมิอะไรก็ได้ ถึงไม่มีโซเชียลมีเดีย คนชั่วก็ยังทำชั่วได้
สมัยก่อนฟังวิทยุดึก ๆจะมีคนพูดเลอะเทอะ ซี้ซั้วมาก เพราะว่าไม่มีใครควบคุม แนะนำเรื่องเซ็กซ์ ที่โจ่งครึ่ม หลังตีหนึ่งตีสองก็มี แต่มันอยู่ที่ว่าเรา สังคมจะตั้งกติกาให้มันชัด ใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดยังไง
ฉะนั้น ผมเชื่อโดยสุจริตใจ และในฐานะที่ทำสื่อ ความจริงสื่อเก่า สื่อโบราณอย่างผม ที่ทำหนังสือพิมพ์มา ต้องกลัวโซเชียลมีเดียมาก เพราะมันจะหลุดจากการควบคุม เพราะว่าสมัยก่อน ทุกคนต้องเขียนมา คุณจะแสดงความคิดเห็น เขียนจดหมายถึงบรรณาธิการ แล้วจะได้ตีพิมพ์หรือไม่ อยู่ที่คนๆ เดียว คือไอ้บรรณาธิการคนนั้นเท่านั้น
ทุกวันนี้ คุณไม่ต้องกลัวว่าบรรณาธิการคนไหนจะลงหรือไม่ลง คุณเขียนเฟซบุ๊ก เขียนทวิตเตอร์ เชิญชวนให้คนไปอ่านของคุณ อิทธิพลความเห็นของคุณจะสูงกว่าที่คุณเขียนบทความหรือเขียนจดหมายส่งบรรณาธิการอีก ดีไม่ดี ผมเชื่อว่า เสรีภาพเท่านั้นที่จะทำให้สังคมไปได้ เป็นปาฏิหาริย์ของเทคโนโลยีที่ช่วยเรา
ฉะนั้น ผมถึงบอกกับนักข่าวทุกคนที่ทำงานด้วยกัน ว่านี่แหละคืออาวุธที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ใช้มันถูก มันถึงมีโซเชียลมีเดีย มี code of conduct ตั้งขึ้นมา ตั้งขึ้นมา ไม่ใช่เพราะว่าเรามีความสำนึก มีศีลธรรมสูงกว่าคนอื่น หรือว่าเรามีความรับผิดชอบเหนือมนุษย์คนอื่น เปล่าเลยครับ
แรงกดดันนี้มาจาก คนเล่นทวิตเตอร์ เขียนเข้ามาด่า มั่วหรือเปล่า จริงหรือเปล่า ทวิตของคนนี้คนนั้นเป็นจริงหรือเปล่า เรารู้แล้วว่า เขาตรวจสอบเราได้มากกว่าสมัยก่อนเยอะเลยครับ
ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ตรวจสอบสื่อดั้งเดิม หรือสื่อกระแสหลักหลัก หนักว่าครั้งไหนๆในประวัติศาสตร์ แต่ผมดีใจเพราะว่าประชาชนช่วยตรวจ ฉะนั้น โดยหลักการของสังคมที่มีกติกาอย่างนี้ เราจะควบคุมกันเอง ตรวจสอบกันเองตลอดเวลา แล้วผมเชื่อว่าท้ายที่สุด ถ้าเราใช้เป็น มันจะช่วยเราตรวจสอบรัฐบาลที่แย่ นักการเมืองที่ห่วย แล้วคำว่า ช่อง 11 สื่อของรัฐ ความหมายจะลดน้อยลง
คุณสุทธิชัย มองว่า รัฐบาลต้องกลัวโซเชียล มีเดีย หรือไม่
กลัวครับ ทุกวันนี้รัฐบาลทั้งกลัว ทั้งอยากจะเล่นด้วย ฉะนั้น จะเห็นว่ารัฐมนตรีบางคนเข้ามาเล่นบ้าง แต่ใช้เป็นพีอาร์มากกว่า ส่งเสริมเสรีภาพในการรับรู้
ฉะนั้น ผมคิดว่าไม่ต้องห่วงว่า สื่ออาชีพ จะแย่งเล่นทวิตเตอร์ เฟซบุ๊กจาก คนที่ไม่ได้ทำสื่อ เพราะว่าท้ายที่สุด สื่ออาชีพ ก็จะต้องลงมาเล่นเกมเดียวกัน กติกาเดียวกัน ทั้งสิ้นทั้งปวง เพียงแต่ว่าสื่ออาชีพนั้น ถ้าคุณจะอยู่ต่อไป อ้างความเป็นอาชีพสื่อได้ คุณต้องมี “ความน่าเชื่อถือ”
ผมเปรียบเทียบเฟซบุ๊ก กับทวิตเตอร์ เหมือนสี่แยกกลางเมือง ที่ทุกคนก็แวะเวียนไปพูดคุยกัน ก็จะมีมุมคุยกัน เรื่องส่วนตัว อีกมุมหนึ่งก็ตั้งวงวิเคราะห์การเมือง มันก็จะมีคนมากมายหลายประเภท แต่นั่นคือเสน่ห์ของเมือง เสน่ห์ของสี่แยก เวลาเราไปเที่ยวเมืองไหน เราจะถามก่อนเลยว่า สี่แยกอยู่ตรงไหน ดาวน์ทาวอยู่ตรงไหน
ผมเชื่อว่า เฟซบุ๊ก กับทวิตเตอร์ มันคือ สี่แยก แน่นอน ต้องมีคนแต่งตัวแปลกๆ มีคนเสียงดังกว่าคนอื่น แต่หน้าที่คนทำสื่อเก่าอย่างผม ก็คิดเพียงว่า เมื่อมีสี่แยกแล้ว เราใช้ประโยชน์เพื่อจะฟังคนให้มากขึ้น ให้กว้างขวางมากขึ้น แล้วนำกล้องก็ไปถ่ายทอดสด ทุกคนต้องมีโอกาสใช้อุปกรณ์ ใช้เครื่องมือของสื่อดั้งเดิม กระจายต่อไปให้ทุกคนได้รับรู้พร้อมๆ กัน
ฉะนั้น หัวใจของปัญหาโซเชียลมีเดีย คนข่าวที่เล่นโซเชียลมีเดีย มาก ต้องไม่หลงทาง ต้องไม่คิดว่านี่คือคำตอบทั้งหมด ต้องใช้โซเชียลมีเดีย เป็นเครื่องมือเฉยๆ ในการทำคอนเทนต์
แล้วเราเน้นมากว่าเรากลัวว่า ถ้าใครก็เป็นนักข่าวได้ นักข่าวอาชีพจะไปมีอะไรทำ ฉะนั้น นักข่าวอาชีพต้องสร้างคอนเทนต์ ที่คนทั่วไปมีกล้องมือถือถ่าย รายงานได้ ไม่มี ต้องลึก ต้องกว้าง ต้องรอบด้าน และต้องทำหน้าที่เป็นคนเฝ้าประตูจริงๆ
เพราะว่าในโลกที่มีข้อมูลท่วมท้น ความจำเป็นของสื่ออาชีพยิ่งสำคัญ ถ้าคุณจะกรองให้เขา คุณจะเป็นคนวิเคราะห์ และผมขอเรียนด้วยความเป็นห่วงเป็นใยว่า คนที่ดูทีวี อ่านหนังสือ เฉพาะที่ตัวเองชอบ หรือเข้าไปในเฟซบุ๊กที่ตอกย้ำความเชื่อตัวเอง
ตัวเลขล่าสุด คนดูช่องที่เป็นสีน้อยลง เพราะฝุ่นมันเริ่มตลบ ฝุ่นเริ่มจางลง ผมเชื่อเด็ดขาดว่า คนดูอาจจะมันในขณะที่กำลังเผชิญหน้า ดูช่องนี้สีนี้สะใจมาก ดูอีกช่องทนดูไม่ได้ ไม่ดูมัน เปลี่ยนไปดูอีกช่อง
แต่ท้ายที่สุด สติสัมปชัญญะของคนดูของคนไทย ตอนนี้กลับมาดูช่องที่ไร้สี ช่องที่เขาเชื่อว่าบอกความจริงกับเขามากที่สุดนะ อย่าเบี้ยวนะ อย่าไปเข้าข้างใดข้างหนึ่งนะ เพราะว่าฉันดูช่องนี้เริ่มเบื่อแล้ว เริ่มซ้ำซากแล้ว เพราะมนุษย์ไม่สามารถทนดูสิ่งที่ซ้ำไปซ้ำมาได้ตลอดเวลา
ตอนนี้ ถ้าคุณทำสื่อแล้วคุณพยายามเป็นอาชีพ ก็คือว่า คุณให้ข้อมูลรอบด้าน ครบถ้วน สังคมจะกลับมาเลือกคุณมากกว่าที่เป็นสื่อเลือกข้าง
หลายคนเป็นห่วงว่า ความสามารถในการทำข่าวสืบสวนสอบสวนของโซเชียล มีเดีย อาจจะน้อยลง หรือทำให้ความเป็นวิชาชีพสื่อน้อยลงไป กับการพัฒนาความสามารถสื่อ
สมมุติถ้าสื่อกระแสตามกระแสโซเชียลมีเดีย ซึ่งมันง่าย มันสะดวก ถ้าสื่ออาชีพไล่ไปตามกระแสอย่างนี้เจ๊งครับ ไม่ต้องไปบีบคั้นอะไรเขาเลย วันหนึ่งก็ไม่มีใครอ่านเขา เพราะคุณไม่มีอะไรดีไปกว่าที่ฉันดูในยูทูบได้เลย ไม่มีอะไรดีไปกว่าที่ฉันเปิดเฟซบุ๊ก
นี่เป็นหัวข้อที่เราประชุมกันตลอดเวลาในเนชั่นว่า อย่าสนุกอย่างเดียวนะ อีกหน่อยคุณจะไม่มีงานทำ ผมพูดกับช่างภาพว่า วันก่อนผมเห็นทวิตเตอร์ นักข่าวถ่ายแล้วก็เอาขึ้นทวิตเตอร์ ผมเห็นก่อนที่ช่างภาพเราจะนำกลับมาตั้งหลายชั่วโมง คุณรู้มั๊ย อีกหน่อยไม่ต้องมีช่างภาพก็ได้นะ
ผมก็พูดความจริงกับเขา ผมไม่กลัวที่เขาจะโกรธผม ผมบอกว่า คุณต้องยกระดับความสามารถของคุณคุณต้องฝึกส่งข่าว ฝึกเขียนข่าว ฝึกหามุมข่าว มุมกล้องที่คนอื่นทำไม่ได้ แสดงว่าแรงกดดันนี้มันทำให้มืออาชีพเดิม จะต้องปรับตลอดเวลา
นี่คือการปฏิรูปสื่อ ที่ไม่ต้องให้ใครมาสั่ง เพราะฉะนั้นไม่มีรัฐบาลไหน ไม่มีนายกฯคนไหนมาสั่งเราได้ว่า เองต้องปฏิรูป
ผมอยากฝากอีกเรื่องคือ เรื่องทุน อิทธิพลการเมือง ว่า สื่อมวลชนยังไงก็เป็นธุรกิจอยู่ มีคำว่ากำไร ขาดทุน แต่ นิวมีเดีย โซเชียลมีเดีย ในฐานะที่ผมเป็นคนข่าวที่ ใฝ่ฝันว่า จะไม่มีแรงกดดันใดๆ ในงานของผมเลย เช่น โฆษณา รายได้ คนดูต้องเยอะ คนอ่านต้องเยอะถึงจะมีรายได้เข้ามา หรือว่าผมจะเขียนเรื่องนี้ ถ้าคนที่เกี่ยวข้องไม่พอใจ ทำให้เสรีภาพของผมไม่มี
แต่โซเชียล มีเดีย ทำให้ความเป็นคนข่าวของผม ผมเห็นว่าสุดยอด เขาบอกว่าทำไมคุณไม่คิดว่าสื่อมวลชนเหมือนกับมหาวิทยาลัย Non Profit ถ้าคุณต้องการให้สื่อมวลชนเป็นอุปกรณ์ เป็นเครื่องมือสังคมที่ซื่อสัตย์สุจริต เป็นปากเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง โครงสร้างปัจจุบันมันไม่มีทางที่จะทำได้ มันมีนายทุน มีกำไรขาดทุน มีคนดูจำนวนหนึ่ง ต้องมีการไปขออนุญาตคลื่นความถี่ต่างๆ นานา มันต้องมีเงิน
จึงฝากรุ่นใหม่ๆ นะครับว่า สื่ออาจจะเกิดขึ้นได้ สื่อเป็น Non Profit ไม่แสวงหากำไร อาจจะคิดแบบเอ็นจีโอ ดูว่ามหาวิทยาลัยอยู่อย่างไร ต้องมีเงินบริจาค คนที่มีสตางค์ก็ต้องการหวังจะให้มีสื่อที่เป็นอิสระให้ได้ ก็เอาดอกผลจากเงินบริจาคไปใช้ และทำได้อย่างเสรีเลย ไม่ต้องกลัวใคร
ทำอย่างนี้เลยครับ คุณก็มีเว็ปไซด์ของคุณ ใช้ทวิตเตอร์ หรือโซเชียลมีเดียของคุณให้ได้ แล้วคุณก็บอกว่าอยากจะทำข่าวสืบสวนสอบสวนเรื่องคอร์รัปชั่นองค์กรนั้นองค์กรนี้ แล้วคุณก็เสนอแผนของคุณ แล้วคุณก็ใส่ไปในอินเทอร์เน็ต แล้วคุณก็บอกคนอ่านว่า อยากจะให้เราสอบสวนเรื่องนี้ บริจาคเงินมา
งบฯที่ผมจะทำโครงการนี้ สอบสวนนี้เรื่อง ประมาณ 5 หมื่นบาท ผมต้องการทีมงานอย่างนี้ แต่ว่าคนทำก็ต้องมีประวัติที่ใช้ได้นะครับ แสดงว่าคุณก็ต้องมีโครงการที่เสนอต่อประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย ผ่านนิวมีเดีย ผมเชื่อว่า คนไทยพร้อมจะจ่ายเงินเพื่ออิสรภาพของคนข่าว และสังคมไทยต้องพิสูจน์ด้วย ไม่ใช่พูดอย่างเดียว
สังคมไทยบอกว่า สื่อนี้เป็นค่ายนี้ เป็นสื่อนายทุน มีนักการเมืองหนุนอยู่ แต่ประชาชนเคยสนับสนุนให้สื่อเสรีจริงๆ มั๊ยครับ คุณด่าว่ามีแต่เรื่องน้ำเน่า มีแต่เรื่องตบจูบ แต่คุณดูช่องนั้น อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นทุกวัน คุณไม่เคยทำสิ่งที่คุณพูดเลย แต่เวลาคุณลุกขึ้นมาพูดในที่สาธารณะ คุณพูดได้สวยมากเลย สื่อต้องรับผิดชอบ สื่อต้องเป็นกลาง สื่อต้องพูดความจริง
แต่สื่อเป็นลูกจ้างเขา คุณอยู่ทีวีช่องนี้ รู้ดีว่าข่าวแบบนี้ไม่มีทางได้ออก คุณรู้ว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ นายทุนเขาเป็นคนนี้ ไม่มีทางที่ข่าวเรื่องนี้ได้ออก
ทุกวันนี้คุณจะเห็นนะครับว่า เวลามีรายการสัมภาษณ์ แล้วมีการเชิญข้าราชการ นักวิชาการ นักการเมือง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องก็ดี ผมเคยนั่งนับ หน้าเก่าๆ หน้าซ้ำๆ ซากๆ น่าเบื่อหน่าย พิธีกรก็ถามเก่าๆ คุณก็รู้ว่า คนนี้ไปพูดที่ไหนก็จะพูดอย่างนี้ ผมปิดทีวีเลย ไม่ดูเลยรายการทอล์กเหล่านี้ เพราะผมรู้เลยว่า อย่างนักวิชาการคนนี้จะต้องพูดอย่างนี้
ไม่ได้ครับ ถ้าจะปฏิวัติก็เริ่มตรงนี้ครับว่า เรารู้ว่าทีวีทุกรายการมีโปรดิวเซอร์ แล้วรู้จักคนไม่กี่คน เพราะโทรศัพท์กันง่าย หัวข้อนี้ก็อาจารย์คนนั้นคนนี้ คุณดูทีวีคุณก็เห็นหน้าไม่กี่คนที่พูดเรื่องซ้ำซาก
คุณไม่เคยเรียกร้องเลยว่า เราเบื่อล่ะ ต่อไปนี้ เขียนเฟซบุ๊กไป รายการทอล์กนั้น รายการทอล์กนี้ กรุณาเชิญคนนี้บ้างสิ อยากฟังคนนี้ คนดูก็ต้องเสนอสิครับ เพราะคนดูก็มีความรู้ มีข้อมูล ว่าเราเคยเจอคนนี้ น่าสนใจมากเลย แต่ไม่เคยเห็นแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อเลย เพราะรายการทีวีทั้งหลายแหล่ ถูกคุมโดยคน ไม่ใช่ว่าเขามีผลประโยชน์ทางธุรกิจหรืออะไรนะครับ แต่เป็นความขี้เกียจ ความมักง่าย เอาง่ายๆ ผมพูดได้ เพราะผมแก่แล้วไม่ต้องกลัวใคร แต่นี่คือปัญหา
ฉะนั้น ผมกำลังเสนอว่า ทุกคนที่อยากทำสื่อที่เป็นอิสระได้ กรุณาติดต่อตรงกับประชาชน แล้วบอกว่าคุณมีโครงการจะสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง ขอเวลา 6 เดือนเรื่องนี้ งบประมาณ 1 แสนบาท ใครกรุณาให้ทำส่งเงินมา แล้วต้องแจ้งด้วยนะครับว่าใครเป็นคนจ้างคุณ แล้วผลงานคุณกลัวไม่ได้ลงตีพิมพ์ใช่มั๊ย โซเชียลมีเดียไงครับ เฟซบุ๊กไงครับ มีใครห้ามคุณเขียนล่ะครับ ถ้าคุณเขียนอย่างรับผิดชอบ แน่นอนถ้าคุณเขียนผิด เขาก็ฟ้งคุณได้ มันมีทั้งความรับผิดชอบและเสรีภาพ
ฉะนั้น ฝากไว้ว่า ถ้าคุณต้องการสื่อที่อิสระเสรี ต้องมองสื่อในลักษณะที่ Non Profit และนั่นล่ะครับ ผมเชื่อว่า พลังเล็ก ๆน้อยๆ ในสังคมจะสร้างให้สื่อเสรีขึ้นมา
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1280301819&grpid=01&catid=
|
กฎกติกาและข้อตกลงในการเขียนความคิดเห็น 1. โปรดงดเว้นข้อความที่หมื่นเหม่สถาบันพระมหากษัตริย์หรือกระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐ 2. ใช้ภาษาที่สุภาพ ไม่ใช้คำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นให้ได้รับความเสียหาย 3. หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใด 4. ความคิดเห็นเป็นความรับผิดชอบเฉพาะตัวผู้เขียนเอง ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการเว็บไซต์ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฏหมายได้ 5. เว็บบ้านสามจังหวัดขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่ไม่่สมควรเผยแพร่ โดยไม่จำเป็นต้องชี้แจงเหตุผลใดๆต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ.
|
กรุณาล็อกอิน หรือลงทะเบียนเพื่อจะเขียนความคิดเห็น |