|
ก้าวย่างสู่บูรพาวิถีกับกระบวนทัศน์ใหม่ (1) |
|
เขียนโดย doy
|
|
29 ก.ค. 2010 20:14น. |
|
ก้าวย่างสู่บูรพาวิถีกับกระบวนทัศน์ใหม่ (1)
โดย ยุค ศรีอาริยะ 29 กรกฎาคม 2553 17:19 น.
| |
งานชิ้นนี้มีที่มาจากการจัดงาน “100 ปีชาตกาลท่านพุทธทาส” เดิมทีผมรับปากกับเพื่อนๆ ว่าจะเขียนบทความสักชิ้นหนึ่งเรื่อง “พุทธทาสกับฟิสิกส์ใหม่” แต่พอลงมือเขียนไปๆ ก็ต้องเปลี่ยนหัวเรื่องที่จะเขียนใหม่ นี่น่าจะถือว่าเป็นธรรมดาในการเขียนงานของผม บางครั้งตั้งใจจะเขียนเรื่องหนึ่ง พอเขียนไปเขียนมา กลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จากเรื่อง “พุทธทาสกับฟิสิกส์ใหม่” จึงกลายเป็นเรื่อง “บูรพาวิถีกับกระบวนทัศน์ใหม่” สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนชื่อเรื่อง เพราะการนำเสนอเฉพาะเรื่องของท่านพุทธทาสค่อนข้างเจาะจงเกินไป จนยากที่จะนำมาเชื่อมกับเรื่องฟิสิกส์ใหม่ ซึ่งถือเป็นชุดความคิดชุดหนึ่งของกระบวนทัศน์ใหม่ ผมเริ่มงานเขียนชิ้นนี้จากความพยายามเข้าใจก่อนว่า อะไรคือ “หลักพุทธของท่านพุทธทาส” ผมพบว่าการจะเข้าใจว่า อะไรคือ “พุทธธรรม” ไม่ใช่ง่ายนัก เพราะพุทธศาสนามีหลายสายและหลายนิกาย ตัวอย่างเช่น พุทธแบบหินยาน พุทธแบบมหายาน พุทธแบบวัชรยาน หรือแม้แต่ในสายพุทธเดียวกันก็แตกเป็นหลายนิกาย ท่านพุทธทาสเองได้นำเสนอการมองแนวคิดพุทธในมิติที่กว้างมาก “พุทธ” ของท่านก้าวผ่านนิกายและชุดความเชื่อต่างๆ ผลงานจำนวนหนึ่งของท่าน ได้นำผู้อ่านไปพบกับพระองค์หนึ่งชื่อว่า “โพธิธรรม” หรือที่คนจีนเรียกท่านว่า “ตักม้อ” ผู้ให้กำเนิดสายพุทธที่เรียกว่า “เซ็น” ถามว่าทำไมท่านพุทธทาส จึงสนใจงานของท่านโพธิธรรมมาก ผมเดาว่าเนื่องจากท่านโพธิธรรม คือพระผู้เป็นที่มาของแนวคิดพุทธแบบไม่มีสาย และไม่มีนิกาย สิ่งที่สำคัญคือ ท่านโพธิธรรมได้เสนอ และตีความแนวคิดพุทธแบบไม่ติดกับกรอบคิด หรือความเข้าใจแบบเก่าๆ เช่นกัน ท่านจึงเป็นพุทธแบบไร้กรอบ และนอกคอก ท่านพุทธทาสได้นำแนวคิดหลักของท่านโพธิธรรมหลายอย่าง มาใช้เป็นแนวคิดพื้นฐานในการอธิบายธรรม โดยเฉพาะหลักคำสอนว่า “ธรรมคือธรรมชาติ” สายพุทธแบบเซ็นมีคำกล่าวทำนองว่า “ธรรมคือธรรมชาติทั้งมวล ธรรมนั้นอยู่กับเรา และอยู่เบื้องหน้าเราตลอดเวลา” คำว่า ธรรมชาติ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงสรรพสิ่งที่เรามองเห็นภายนอกอย่างที่เข้าใจกันโดยทั่วไปเท่านั้น แต่น่าจะหมายถึงสภาวธรรมชาติทุกอย่าง รวมทั้ง “ธรรมชาติ” ทางสังคม เพราะสังคมมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แม้แต่จิตใจของเราเองก็น่าจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมเช่นกัน ถ้าเรา “เข้าใจ” หรือ “เข้าถึง” กฎพื้นฐานแห่งธรรมชาติทั้งหลายนี้ เราก็จะพบ “ธรรม” ได้ ใคร ผู้ใด ที่สามารถเรียนรู้และอธิบายสภาวธรรมชาติได้ สามารถเข้าถึงธรรมด้วยกันทั้งนั้น “ธรรม” ในแนวคิดนี้ จึงไม่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ไร้สังกัด ไร้ผู้ที่จะอ้างว่าเป็นเจ้าของ เพราะทุกคนสามารถค้นพบธรรมได้เช่นกัน คนที่เรียนเรื่องฟิสิกส์ เรียนปรัชญาสายต่างๆ คนที่เรียนวิชาทางสังคมศาสตร์ คนที่ศึกษาทางประวัติศาสตร์ หรือคนเรียนรู้เรื่องจิตใจของตนและของผู้อื่น ล้วนแล้วแต่คือผู้ที่พยายามศึกษาธรรมด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเราเข้าใจ “ธรรม” แบบนี้ เราจะเข้าใจว่า แท้จริงแล้วมนุษย์กับธรรมมีชีวิต และพัฒนาไปด้วยกัน เพราะมนุษย์คือผู้ที่ศึกษาและเรียนรู้ธรรม (ชาติ) ตั้งแต่ยุคอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่ามนุษย์จะค้นพบความรู้หรือกฎใดๆ ล้วนแล้วแต่คือส่วนหนึ่งของขบวนการในการศึกษา “ธรรม” ทั้งนั้น ธรรมะ หรือบรรดาวิชาต่างๆ ซึ่งก่อตัวจากการศึกษาธรรมชาตินั้น ไม่ได้มีพรมแดนที่จำกัด และหาได้มีจุดจบไม่ แน่นอนว่า “ความรู้” หรือสิ่งค้นพบที่ผ่านมา ย่อมมีผิดมีถูก นี่คือความเป็นธรรมดาอย่างยิ่งของการเรียนรู้ ผู้ที่ศึกษาธรรมชาติ จึงต้องสามารถแยกแยะ จำแนก ข้อดี ข้อเสีย ของความรู้สายต่างๆ และเรียนรู้อย่างไม่ติดยึด ชาวพุทธจึงมักจะแยกแยะโลกแห่งความรู้ออกเป็น 2 สาย สายหนึ่งเป็น สายแห่งอวิชชา สร้างมายาคติทำให้ผู้คนหลงใหลและปฏิบัติตาม ซึ่งสามารถก่อให้เกิดวิกฤต หรือความทุกข์แก่ผู้คนได้ ส่วนอีกสายคือ สายแห่งวิชชา ซึ่งสามารถนำมนุษย์สู่ความเข้าใจโลกธรรมที่แท้จริง และสามารถนำมนุษย์สู่ความสุขได้ ชาวพุทธจึงต้องใช้ “ปัญญา” ศึกษาแยกแยะให้ได้ว่า อะไรคือ “อวิชชา” อะไรคือ “วิชชา” และค้นให้พบว่า เส้นทางสู่ธรรมหรือวิชชานั้น คือเส้นทางสายไหน ส่วนคำว่า กระบวนทัศน์ มีที่มาจากงานทางสังคมศาสตร์ ซึ่งเชื่อว่าแนวคิด หรือความรู้มักจะพัฒนาขึ้นมาอย่างเป็นระบบ และสามารถแยกเป็นสายๆ โดยแต่ละสายความคิดเรียกว่า “กระบวนทัศน์หนึ่ง” อย่างสายคิดที่เรียกว่า “ความคิดวิทยาศาสตร์” ซึ่งแตกออกเป็นวิชาหรือสาขามากมาย และ“สายคิดแบบพุทธ” ซึ่งแตกแยกเป็นหลายนิกาย น่าจะถือว่าเป็นกระบวนทัศน์หนึ่ง โดยแต่ละช่วงประวัติศาสตร์จะมีกระบวนทัศน์หนึ่ง ที่ถือเป็นกระบวนทัศน์หลักของสังคม และกระบวนทัศน์อื่นๆ ถือเป็นกระบวนทัศน์รอง หรือมีความสำคัญน้อยกว่า เมื่อยุคสมัยประวัติศาสตร์เปลี่ยนไป มักจะเกิด “ชุดแนวคิด” หรือ “แนวความรู้ใหม่ๆ” เกิดขึ้นเสมอ นั่นหมายความว่ากระบวนทัศน์ที่เกิดขึ้นในอดีต กลายเป็นกระบวนทัศน์เก่า ส่วนกระบวนทัศน์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะกลายเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ ประการสำคัญคือ เวลาที่ประวัติศาสตร์เคลื่อนตัวไป จะเกิดการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์หลักของสังคมเป็นช่วงๆ อาจมีการเผชิญหน้าของกระบวนทัศน์ที่แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปกระบวนทัศน์ใหม่ๆ มักเข้ามาแทนที่กระบวนทัศน์เก่าๆ แต่ความเข้าใจแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า กระบวนทัศน์ในอดีตจะถูกลบหาย หรือแทนที่ด้วยชุดความรู้ใหม่อย่างสมบูรณ์แบบเสมอไป บางชุดความรู้ในอดีตอาจดำรงอยู่ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ความเชื่อทางศาสนาสายต่างๆ ที่ยังสามารถดำรงอยู่ในขณะนี้ ในยุคปัจจุบันได้เกิดกลุ่มแนวคิด ที่น่าจะจัดว่าเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ก่อกำเนิดขึ้น เช่น แนวคิดสายนิเวศวิทยา (สิ่งแวดล้อม) แนวคิดที่เรียกว่า “Deep Ecology” แนวคิดทางการเมืองที่เรียกว่า “การเมืองสีเขียว” แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า “การพัฒนาการแบบยั่งยืน” แนวคิดทางฟิสิกส์ใหม่ที่เรียกว่า “ทฤษฎี Chaos” แนวคิดเรื่องการแพทย์ทางเลือก แนวคิดสายจิตวิทยา โดยเฉพาะที่เรียกว่า “Transpersonal Psychology” ทางสังคมศาสตร์มีความพยายามนำเสนอชุดความรู้ที่เรียกว่า “โลกหลังยุคสมัยใหม่” และมีงานประวัติศาสตร์แบบใหม่ ที่ไม่เพียงแต่ศึกษาประวัติศาสตร์มนุษย์ (เรื่องการต่อสู้ระหว่างมนุษย์เท่านั้น) แต่เป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์ โดยนำเรื่องราวทางธรรมชาติมาใช้เป็นศูนย์กลางในการอธิบายการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์ด้วย ปัจจุบันแนวคิดที่เรียกว่า “กระบวนทัศน์ใหม่” ก่อกำเนิดขึ้นมากมายหลายสาย เนื่องจากเราดำรงชีวิตอยู่ในช่วงประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างพิเศษอย่างยิ่ง ในขณะที่ธรรมชาติเกิดวิกฤตขนาดใหญ่ และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ระบบเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมเองก็เกิดวิกฤต มีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ในเวลาเดียวกันเราต้องเผชิญกับโรคภัยแบบใหม่ๆ ปัญหาสุขภาพ (ใจและกาย) กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดความพยายามเข้าใจและศึกษาวิกฤตดังกล่าว สร้างชุดแนวคิด หรือกระบวนทัศน์ใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้อธิบายสภาพวิกฤต และหาทางออกจากวิกฤต ปัจจุบันสายคิดต่างๆ ที่เรียกว่า “กระบวนทัศน์ใหม่” ได้แตกหน่อ และขยายตัวออกไป บางสายคิด เช่น แนวคิดเชิงนิเวศ และฟิสิกส์ใหม่ ได้รับการยอมรับอย่างมาก บางสายเพิ่งก่อตัวและพัฒนาขึ้น นักคิดสำคัญของสายกระบวนทัศน์ใหม่หลายคน อาทิ Fritjof Capra และ Ken Wilber ค้นพบว่าบรรดากระบวนทัศน์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน ต่างมีฐานคิดและฐานปรัชญา ซึ่งดูราวจะคล้ายกับการย้อนกลับไปยอมรับความถูกต้องของการอธิบายโลกแบบวิถีตะวันออกโบราณอีกครั้งหนึ่ง จึงเกิดคำถามขึ้นว่าทำไมถึงเกิดปรากฏการณ์ “การย้อนกลับ” ผลงานชิ้นนี้ของผม ถือว่าเป็นความพยายามที่จะตอบคำถามดังกล่าวในมิติทางประวัติศาสตร์ และพยายามจะหาว่า มี “หลักคิด” ในเชิงวิวัฒน์แบบไหน ที่จะช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้ งานนี้ไม่ง่ายนัก เพราะก่อนอื่นต้องพยายามชี้ให้ชัดว่า อะไรคือ “รากที่มา” ของสิ่งที่เรียกว่า “ภูมิปัญญาตะวันออก” และอะไรคือ “ภูมิปัญญาตะวันออก” ภูมิปัญญาตะวันออกกับตะวันตก มีรากที่มาแตกต่างกันตรงไหน ที่ผ่านมามีการเผชิญหน้า และผนวกเป็นหนึ่งเดียวกันทางประวัติศาสตร์อย่างไร แต่ผู้อ่านต้องระวังสักนิด เพราะคำว่า “ตะวันออก” หรือ “ตะวันตก” ที่ผมนำมาใช้นั้น มีเจตนาใช้คำดังกล่าวเพียงเพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจแบบง่ายๆ เท่านั้น โลกทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมจริงๆ ไม่มี “ออก” ไม่มี “ตก” (ยังมีต่อ)
|
| |
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000104757
|
กฎกติกาและข้อตกลงในการเขียนความคิดเห็น 1. โปรดงดเว้นข้อความที่หมื่นเหม่สถาบันพระมหากษัตริย์หรือกระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐ 2. ใช้ภาษาที่สุภาพ ไม่ใช้คำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นให้ได้รับความเสียหาย 3. หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใด 4. ความคิดเห็นเป็นความรับผิดชอบเฉพาะตัวผู้เขียนเอง ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการเว็บไซต์ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฏหมายได้ 5. เว็บบ้านสามจังหวัดขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่ไม่่สมควรเผยแพร่ โดยไม่จำเป็นต้องชี้แจงเหตุผลใดๆต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ.
|
กรุณาล็อกอิน หรือลงทะเบียนเพื่อจะเขียนความคิดเห็น |
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 29 ก.ค. 2010 20:35น. )
|